วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2567

คุฏบะฮ์ - บาปของบ่าว การอภัยของอัลลอฮ์ - ซุฟอัม อุษมาน

 



ฟังคุฏบะฮ์นี้ได้จาก YouTube

คุฏบะฮ์ - บาปของบ่าว การอภัยของอัลลอฮ์ - ซุฟอัม อุษมาน (youtube.com)

หรือบน SoundCloud

Stream คุฏบะฮ์ บาปของบ่าว การอภัยของอัลลอฮ์ - ซุฟอัม อุษมาน by e-Daiyah | Listen online for free on SoundCloud


พี่น้องผู้ศรัทธาที่อัลลอฮ์รักทุกท่าน

อัลหัมดุลิลลาฮ์ ชุโกรต่ออัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่ทำให้เราได้มีชีวิตอยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์ แม้ว่าบางครั้งเราอาจจะเจอกับบททดสอบบ้าง ผิดพลาดบ้าง พลาดพลั้งบ้าง จนออกนอกลู่นอกทางจากที่พระองค์ได้กำชับและสั่งเสียเรามา

ในหะดีษบทหนึ่งรายงานท่านอะนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮ์ เล่าว่า

سَمِعْتُ رَسُوْلَ اللهِ ﷺ يَقُوْلُ: «قَالَ اللهُ تَعَالَى :"يَا ابْنَ آدَمَ ! إِنَّكَ مَا دَعَوْتَنِيْ وَرَجَوْتَنِيْ غَفَرْتُ لَكَ عَلَى مَا كَانَ مِنْكَ وَلَا اُبَالِي.

يَا ابْنَ آدَمَ! لَوْ بَلَغَتْ ذُنُوْبُكَ عَنَانَ السَّمَاءِ ثُمَّ اسْتَغْفَرْتَنِيْ غَفَرْتُ لَكَ.

يَا ابْنَ آدَمَ! إِنَّكَ لَوْ أَتَيْتَنِيْ بِقُرَابِ الأَرْضِ خَطَايَا ثُمَّ لَقِيْتَنِيْ لَا تُشْرِكُ ِبْي شَيْئاً لَأَتَيْتُكَ بِقُرَابِهَا مَغْفِرَةً"»

رَوَاهُ التِّرْمِذِيُّ، وَقَالَ: حَدِيْثٌ حَسَنٌ صَحِيْحٌ. [الأربعين النووية برقم42].

ความว่า : จากท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ เล่าว่า: ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: อัลลอฮ์พระผู้สูงส่ง ตรัสว่า: “โอ้ลูกหลานอาดัม (มวลมนุษย์) เอ๋ย! ตราบใดที่สูเจ้าวิงวอน (ดุอาอ์) และฝากความหวังไว้กับข้าตราบนั้น ข้าจะอภัยในความผิดที่สูเจ้าได้กระทำ และข้าก็จะไม่สนใจมันอีก โอ้ลูกหลานอาดัมเอ๋ย! แม้ว่าความผิดของสูเจ้าจะสูงเทียมฟ้า แล้วเจ้าได้ขออภัยโทษต่อข้า ข้าก็จะให้อภัยแก่เจ้า โอ้ลูกหลานอาดัมเอ๋ย! ถ้าหากสูเจ้ามาหาข้า พร้อมด้วยบาปที่เต็มแน่นเท่าผืนพิภพ แล้วเจ้าได้มาพบกับข้าโดยที่สูเจ้าไม่ได้ตั้งภาคีใด ๆ กับข้า แน่นอน ! ข้าก็จะให้อภัยแก่สูเจ้าเท่าผืนพิภพเช่นเดียวกัน” (หะดีษบันทึกโดยอัต-ติรมิซีย์ และท่านกล่าวว่า เป็นหะดีษอยู่ในระดับหะสัน เศาะหีฮ์ ดูใน สี่สิบหะดีษนะวะวีย์ บทที่ 42)

เป็นหะดีษกุดสีย์อีกหะดีษหนึ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เล่าให้ฟังถึงคำพูดของอัลลอฮ์ ว่าตราบใดที่เรายังคงวิงวอนขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์และมอบความหวังกลับไปยังพระองค์ แม้ว่าบาปที่เราทำจะมากมายแค่ไหน พระองค์ก็จะทรงอภัยให้โดยไม่สนใจว่าบาปดังกล่าวจะเป็นบาปเล็กหรือบาปใหญ่ตราบใดที่ไม่ใช่บาปชิริกเท่านั้น

และแม้ว่ามนุษย์จะทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังจากขออภัยโทษแล้ว รู้สึกเสียใจแล้ว แต่ทนการยั่วยวนไม่ไหว แพ้การล่อลวงของชัยฏอน จนหันกลับไปทำบาปอีกครั้ง จากนั้นก็สำนึกอีกและขออภัยโทษอีก พระองค์ก็จะทรงอภัยอย่างไม่มีวันเบื่อหน่ายในการให้อภัยโทษต่อบ่าวของพระองค์

บางคนทำบาปมาตลอดชีวิต ถูกชัยฏอนจูงจมูกให้ทำแต่บาป ไม่เคยทำความดี จนความผิดสะสมท่วมหัวเปรียบเสมือนกองภูเขาที่สูงเทียมฟ้า หรือเต็มเท่ากับผืนแผ่นดินที่อาศัยอยู่ แต่ถ้าเขาไม่ได้ชิริก/ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ เขากลับมาขออภัยโทษต่อพระองค์ เขายังมีความหวังที่จะได้รับการอภัยโทษจากพระองค์อยู่เสมอ

 

พี่น้องครับ

ในยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อบายมุขมีอยู่ทุกที่และมากมายทุกรูปแบบ ยั่วยวนและล่อลวงเราให้เราละเมิดคำสั่งของอัลลอฮ์อย่างหนักหน่วง มนุษย์ในยุคนี้ที่เกลือกกลั้วอยู่กับบาปจนบั่นทอนความรู้สึกและทำให้หมดกำลังใจที่จะเป็นคนดี  บางทีคนที่ทำดีอยู่แล้วก็หมดกำลังใจเมื่อเห็นคนทำชั่วเต็มบ้านเต็มเมือง นาอูซุบิลลาฮ์มินซาลิก

เพราะฉะนั้น การเตือนตัวเองด้วยคำสอนจากหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่มีความหมายอย่างนี้จะทำให้เรามีความหวังมากขึ้น

ชัยฏอนมันมีหน้าที่ในการพยายามล่อลวงลูกหลานอาดัม มันประกาศมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า จะหลอกลวงไม่ว่าจากข้างหน้าข้างหลังและด้านขวาด้านซ้าย มันต้องการให้ลูกหลานอาดัมกลายเป็นชาวนรกเช่นเดียวกับมัน ดังนั้นการที่มนุษย์ทำบาปไม่เว้นในแต่ละวัน ผิดพลาดไปทำสิ่งที่ขัดกับคำสั่งของอัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา อย่างมากมายต่างๆ นานา เหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับที่ชัยฏอนประกาศเอาไว้ทั้งสิ้น มันต้องการให้เราหมดความรู้สึกที่ดี หมดหวังต่อการอภัยของอัลลอฮ์

เพราะเหตุนี้ ได้โปรดอย่าตกเป็นทาสของชัยฏอนสองครั้ง เราตกเป็นทาสของมันแล้วครั้งแรกด้วยการพลั้งพลาดไปทำบาป แล้วเราก็ตกเป็นทาสของมันครั้งที่สองด้วยการไม่ยอมเตาบัตกลับตัวและขออภัยโทษจากอัลลอฮ์ นี่เป็นการถูกชัยฏอนหลอกซ้ำสอง ซึ่งน่ากลัวที่สุด

 

พี่น้องครับ

อัลลอฮ์เรียกบรรดาคนที่คลุกอยู่กับบาป พระองค์เรียกให้พวกเขาตื่นจากสภาพที่ดำดิ่งอยู่ในความผิด ให้รีบกลับไปหาด้วยความหวังในการอภัยโทษของพระองค์ อัลลอฮ์ตรัสว่า

﴿۞قُلۡ يَٰعِبَادِيَ ٱلَّذِينَ أَسۡرَفُواْ عَلَىٰٓ أَنفُسِهِمۡ لَا تَقۡنَطُواْ مِن رَّحۡمَةِ ٱللَّهِۚ إِنَّ ٱللَّهَ يَغۡفِرُ ٱلذُّنُوبَ جَمِيعًاۚ إِنَّهُۥ هُوَ ٱلۡغَفُورُ ٱلرَّحِيمُ 53﴾ [الزمر: 53]    

ความว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ปวงบ่าวของข้าเอ๋ย! บรรดาผู้ละเมิดต่อตัวของพวกเขาเอง พวกท่านอย่าได้หมดหวังต่อความเมตตาของอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงอภัยในความผิดทั้งหลายทั้งมวล แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัซ-ซุมัร 53)  

อายะฮ์นี้ นักตัฟซีรบอกว่าจริงๆ แล้วกำลังพูดถึงคนที่ทำบาปชิริกด้วยซ้ำ[1] คนที่จมปลักอยู่ในบาปชิริกที่ไม่มีวันได้รับการอภัยหากพวกเขาไม่ศรัทธาและเตาบัตตัว พวกเขาอาจจะหมดหวังว่าจะศรัทธาได้อย่างไรในเมื่อชีวิตที่ผ่านมาทำบาปชิริกมาตลอด แต่อัลลอฮ์ก็บอกพวกเขาว่าอย่าได้หมดหวัง ในโลกนี้ไม่มีบาปอะไรที่ใหญ่หลวงไปกว่าการทำบาปชิริกอีกแล้ว กระนั้นพระองค์ก็ยังเรียกให้คนเหล่านี้กลับมาศรัทธาต่อพระองค์ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนที่มีบาปอื่นที่ไม่ได้ถึงขั้นบาปชิริก แน่นอนว่าพวกเขาสามารถได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮ์อย่างไม่ต้องสงสัย หากว่าพวกเขากลับตัวกลับใจและหันมาขออภัยโทษจากพระองค์อย่างจริงจังและจริงใจ

 

พี่น้องครับ

จากหะดีษที่เราอ่านเมื่อสักครู่นี้ให้บทเรียนกับเราอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ประการแรก อัลลอฮ์ให้เกียรติมนุษย์ เราลองคิดดูว่าอัลลอฮ์คือใครและมนุษย์คือใคร? สถานะของพระองค์กับบ่าวต่างกันและห่างกันมากแค่ไหน สุบหานัลลอฮ์ แต่พระองค์ก็ยังเรียกมนุษย์อย่างเราด้วยความเอ็นดูเมตตาว่าيَا ابْنَ آدَمَ !  “โอ้ ลูกหลานอาดัมเอ๋ย” และไม่ได้เรียกแค่ครั้งเดียว พระองค์เรียกทวนซ้ำไม่รู้กี่ครั้ง ถ้าไม่พระองค์ไม่ให้เกียรติเราพระองค์จะเรียกเราทำไม พระองค์อาจจะปล่อยให้เราหลงทางอยู่ในความผิด ไม่ให้เรากลับตัวสู่พระองค์ก็ย่อมได้ แต่พระองค์ก็เรียกเรา ไม่ให้เราหมดหวัง ให้เรามีกำลังใจต่อพระองค์อยู่เสมอ

ประการที่สอง การที่เราต้องขอดุอาอ์และมีความหวังอยู่เสมอ ดุอาอ์ด้วยหัวใจที่เปี่ยมหวัง دَعَوْتَنِيْ وَرَجَوْتَنِيْ คนบาปก็ต้องขอดุอาอ์ อย่าปล่อยให้แค่คนดีเท่านั้นที่ขอดุอาอ์ คนที่มีความผิดบาปยิ่งต้องขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์และยิ่งต้องมีความหวังต่ออัลลอฮ์ เพราะเขาต้องการให้อัลลอฮ์อภัยโทษมากกว่าคนที่ไม่มีบาป เพราะฉะนั้นอย่าลืมที่จะขอดุอาอ์ เรียนรู้วิธีการขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ ดุอาอ์เป็นอิบาดะฮ์ที่ง่ายที่สุดแล้ว มนุษย์คนไหนที่ขอดุอาอ์ไม่เป็นแสดงว่าเขาเป็นบ่าวที่ไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับอัลลอฮ์ เป็นคนที่น่าสงสารที่สุดแล้ว ถ้าไม่รู้จักที่จะเข้าหาอัลลอฮ์และมีความหวังต่อความเมตตาของพระองค์

ประการที่สาม อัลลอฮ์จะอภัยโทษให้กับทุกความผิดแม้ว่ามันจะใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม ตราบใดที่บ่าวขออภัยโทษด้วยความบริสุทธิ์ใจ ตามเงื่อนไขของการเตาบัตกลับตัว นั่นก็คือ ต้องอิคลาศ/จริงใจในการเตาบัต ต้องเสียใจในบาปที่เคยทำ ต้องละทิ้งบาปที่ทำอยู่ ต้องตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่กลับไปทำบาปนั้นอีก การกลับตัวจะต้องทำก่อนหมดเวลาที่พระองค์จะให้อภัย เช่น การเตาบัตก่อนตาย ก่อนที่ลมหายใจจะถึงลูกกระเดือก

ประการที่สี่ คุณค่าของเตาฮีดและอันตรายของชิริก เตาฮีดหรือการศรัทธามั่นต่อเอกภาพของอัลลอฮ์คือมูลเหตุแห่งการอภัยโทษ ในขณะที่ชิริกคือสาเหตุที่ปิดกั้นไม่ให้เราได้รับการอภัยจากอัลลอฮ์ ชีวิตที่ไม่มีชิริกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่าให้มีชิริก เพราะบาปใหญ่ทั้งหมดแม้ว่าเราจะทำบาปมากแค่ไหนก็ยังมีโอกาสที่จะได้เข้าสวรรค์ของอัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ในขณะที่ใครก็ตามตายในสภาพมีชิริกติดตัวและไม่ได้เตาบัตก่อนตาย เขาก็หมดสิทธิที่จะได้เข้าสวรรค์ของอัลลอฮ์แล้ว

﴿إِنَّهُۥ مَن يُشۡرِكۡ بِٱللَّهِ فَقَدۡ حَرَّمَ ٱللَّهُ عَلَيۡهِ ٱلۡجَنَّةَ وَمَأۡوَىٰهُ ٱلنَّارُۖ ﴾ [المائدة: 72] 

ความว่า “แท้จริงผู้ใดชิริก/ตั้งภาคีกับอัลลอฮ์ แน่นอนอัลลอฮ์จะทำให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา และที่พำนักของเขานั้นคือนรก” (อัล-มาอิดะฮ์ 72)

 

พี่น้องผู้ศรัทธาทุกท่าน

เราทุกคนจะต้องเจอกับอัลลอฮ์ในวันกิยามะฮ์ วินาทีที่เรากลับไปหาอัลลอฮ์ ลองคิดดูว่าเราจะเอาอะไรกลับไปหาพระองค์ ใครที่หวังอยากจะเจอกับอัลลอฮ์ พระองค์ก็อยากจะเจอกับเขา ใครที่ดีใจที่จะได้เจอกับอัลลอฮ์ พระองค์ก็ดีใจที่จะได้เจอกับเขา ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมตัวที่จะกลับไปพบกับอัลลอฮ์ในวันอาคิเราะฮ์ด้วยความมุ่งหวังที่แท้จริง

﴿ قُلۡ إِنَّمَآ أَنَا۠ بَشَرٞ مِّثۡلُكُمۡ يُوحَىٰٓ إِلَيَّ أَنَّمَآ إِلَٰهُكُمۡ إِلَٰهٞ وَٰحِدٞۖ فَمَن كَانَ يَرۡجُواْ لِقَآءَ رَبِّهِۦ فَلۡيَعۡمَلۡ عَمَلٗا صَٰلِحٗا وَلَا يُشۡرِكۡ بِعِبَادَةِ رَبِّهِۦٓ أَحَدَۢا 110﴾ [الكهف: 110]   

ความว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด แท้จริง ฉันเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเยี่ยงพวกท่าน มีวิวรณ์/วะห์ยูมาแก่ฉันว่าแท้จริง พระเจ้าของพวกท่านนั้นคือพระเจ้าองค์เดียว ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้เป็นเจ้าของเขา ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดี และอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขา” (อัล-กะฮ์ฟฺ 110)

เพื่อกลับไปหาอัลลอฮ์ พระองค์สั่งให้เราทำอะมัลความดีด้วยการอิบาดะฮ์ต่อพระองค์และละทิ้งการตั้งภาคี เพราะการที่เรากลับไปหาอัลลอฮ์ในสภาพที่เราตั้งภาคีกับอัลลอฮ์ พระองค์จะไล่ให้เราไปอยู่กับสิ่งที่เราตั้งภาคีนั้นเสียเอง ถ้าเราชิริกกับต้นไม้ก็จะไปอยู่กับต้นไม้ ถ้าตั้งภาคีกับก้อนหินก็จะถูกไล่ให้ไปอยู่กับก้อนหิน ถ้าชิริกกับกุโบร์ก็จะไล่ให้ไปอยู่กับกุโบร์ ตั้งภาคีกับสิ่งใดก็จะต้องอยู่กับสิ่งนั้น วัลอิยาซุบิลลาฮ์มินซาลิก

นี่คือสิ่งที่จำเป็นจะต้องตระหนักตลอดชีวิตของเรา อัลลอฮ์สร้างมนุษย์มาในสภาพที่มีอาจจะมีความอ่อนแอต่อสิ่งปลุกเร้าและความยั่วยวนต่างๆ ที่นำเราไปสู่การทำบาปได้ แต่พระองค์ก็มีประตูแห่งอภัยโทษให้กับเรา อย่าปิดประตูเตาบัตของตัวเอง ประตูแห่งการเตาบัตที่อัลลอฮ์เปิดอยู่เสมอ ตราบใดที่ดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นทางทิศตะวันตก ตราบใดที่ลมหายใจของเราไม่ถึงคอหอย ตราบใดที่ยังไม่มีสัญญาณใหญ่ของวันกิยามะฮ์เกิดขึ้น เรายังมีโอกาสที่จะเตาบัตตัวต่ออัลลอฮ์อยู่เสมอ อย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความผิดบาปให้ชัยฏอนจูงจมูกอยู่ร่ำไป จนกระทั่งวันที่เราเสียชีวิตกลับไปหาอัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา เราย่อมหมดโอกาสและไม่สามารถจะกลับตัวได้อีก

ขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ให้เราเป็นคนที่ชอบจะเตาบัต ชอบที่จะขออภัยโทษต่อพระองค์อยู่เสมอ อินชาอัลลอฮ์ เราจะกลับไปหาพระองค์ในสภาพที่ได้รับการอภัยโทษและได้เป็นชาวสรรค์อย่างถาวรในวันอาคิเราะฮ์ อามีน ยาร็อบบัลอาละมีน



[1] ดูตัฟซีร อัฏ-เฏาบะรีย์

عني بها أهل الشرك، قالوا لما دعوا إلى الإيمان بالله: كيف نؤمن وقد أشركنا وزنينا، وقتلنا النفس التي حرّم الله، والله يعد فاعل ذلك النار، فما ينفعنا مع ما قد سلف منا الإيمان، فنـزلت هذه الآية. [تفسير الطبري].


วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567

สรุปเนื้อหาตัฟซีร สูเราะฮ์ มุหัมมัด




ฟังทาง SoundCloud ที่นี่


ตอนที่ 1 
- อธิบายความหมายของชื่อสูเราะฮ์และชื่ออื่นๆ ของสูเราะฮ์ คือ สูเราะฮ์ อัล-กิตาล
- อิสลามกับสงคราม เหตุใดอิสลามจึงต้องพูดเกี่ยวกับสงคราม
- ทุกวันนี้มนุษย์ยังคงผลิตอาวุธสงคราม แต่อิสลามกลับกลายเป็นเหยื่อว่ากระหายสงคราม
- ทุกกิจกรรมของมนุษย์ทุกวันนี้ยังคงเวียนวนอยู่กับสงคราม เช่นในหนัง ในเกมส์ ของเล่น ฯลฯ
- สงครามในสมัยท่านนบีมีไม่กี่ครั้งและจำนวนเทียบไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคหลัง
- ต้องเข้าใจด้วยว่าเหตุใดถึงมีบทบัญญัติเหล่านี้อยู่ในคำสอนของอัลลอฮ์
- การสงครามเป็นเรื่องหนัก หากไม่มีความศรัทธาก็ย่อมไม่มีใครอยากลุกขึ้นมาสู่สมรภูมิสงคราม
- สูเราะฮ์นี้เป็นการปลุกใจให้เสียสละเพื่อลุกขึ้นต่อสู้แม้ว่าจะรู้สึกหนักก็ตาม
- ให้นึกถึงบริบทและบรรยากาศในช่วงที่สูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาด้วย 
- ระหว่างสงครามทางอาวุธ และสงครามทางจิตวิทยา 
- พวกมุชริกีนอาจจะทำดีในดุนยา แต่อาคิเราะฮ์พวกเขาจะไม่เหลือความดีอะไรเลย เพราะพวกเขาไม่ได้หวังแต่แรก
- ความดีที่ไม่มีศรัทธา แม้จะมากแค่ไหน ก็จะกลับไปหาอัลลอฮ์มือเปล่า
- ผู้ศรัทธาที่ทำความดีตามที่พวกเขาศรัทธา อัลลอฮ์จะปรับปรุงทุกเรื่องให้เเป็นเรื่องที่ดีหมดเลย
- กำชับในเรื่องของการศรัทธาต่อท่านนบีมุหัมมัด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกมุชริกีนต่อต้านเป็นเรื่องหลัก
- การศรัทธาจะใช้ไม่ได้ถ้าหากไม่มีการศรัทธาต่อมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
- ผู้ศรัทธา ข้างนอกอาจจะดูลำบาก แต่หัวใจจะสงบ เพราะอัลลอฮ์เป็นผู้ดูแลภายในพวกเขา
- ยิ่งเราออกห่างจากอัลลอฮ์ ยิ่งเราจะอยู่ไม่เป็นสุข 
- นิอฺมัตหัวใจที่สงบ เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ประทานให้ผู้ศรัทธาเท่านั้น


ตอนที่ 2
- เมื่อมีสงครามเกิดขึ้น มุสลิมไม่สามารถจะเลี่ยงมันได้ ก็ต้องต้องสู้อย่างถึงที่สุด
- ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการศัตรูที่เป็นกาฟิรคู่อาฆาตในศึกสงคราม ไม่ใช่กาฟิรที่มีพันธะสัญญาระหว่างกัน
- เมื่ออยู่ในสมรภูมิสงครามก็ให้รีบจัดการศัตรูให้จบชีวิต โดยห้ามไม่ให้มีการทรมานเชลยก่อนที่จะปลิดชีวิตพวกเขา
- อิสลามไม่ได้มีเป้าหมายในการสงครามเพื่อหวังที่จะจับเชลยเพื่อเอามาทำทาส สงครามในอิสลามมีเป้าหมายเพื่อการปราบปราม
- การจัดการเชลยในอิสลาม สามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการปล่อยแบบไม่มีค่าไถ่ หรือปล่อยแบบมีการแลกเปลี่ยนกับอะไรบางอย่าง
- ส่งเสริมให้มีการปล่อยเชลยแบบไม่มีการแลกเปลี่ยนดีกว่า ดูเผินๆ เหมือนไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่หิกมะฮ์เบ้ืองหลังนั้นมีมากกว่า
- มารยาทในการสงครามทำให้ศัตรูหันกลับมารับอิสลาม และเชิญชวนคนอื่นมาสู่อิสลามด้วย
- โองการอัลกุรอานที่พูดถึงสงครามมีความดุดันโดยธรรมชาติของสงคราม แต่วิธีปฏิบัตินั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างออกไป มีเงื่อนไขที่รัดกุมไม่ได้ปล่อยให้ทำตามใจง่ายๆ 
- ในอิสลามเชลยสงครามหลายคนที่หันกลับมารับอิสลาม
- ต้องรู้เรื่องราวสงครามในอิสลามเพื่อให้สามารถอธิบายได้ถูกต้อง
- เป้าหมายที่อัลลอฮ์บัญญัติสงครามเพื่อทดสอบผู้ศรัทธาเป็นกลุ่มแรก
- บททดสอบในการปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์
- ผู้ที่เสียชีวิตในสมรภูมิญิฮาด อัลลอฮ์จะทรงเตรียมผลบุญของพวกเขาไว้อย่างเพียบพร้อมแล้ว
- ชาวสวรรค์จะรู้จักสถานที่ของตนในสวรรค์ดีกว่าที่พวกเขารู้จักบ้านของพวกเขาในดุนยาเสียอีก
- การรู้คุณค่าของการเป็นชุฮาดาอ์ทำให้บรรดาเศาะหาบะฮ์ใฝ่หาที่จะตายชะฮีด


ตอนที่ 3
- ภารกิจการชุกูร  ที่เป็นครึ่งหนึ่งของอีมาน ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องขอดุอาอ์ให้อัลลอฮ์ประทานเตาฟิกให้เราขอบคุณต่อพระองค์
- วิธีการนำเสนอในสูเราะฮ์มุหัมมัดแบบ อัล-มุกอบะละฮ์ คือการนำเสนอแบบหมัดต่อหมัด เสนอและตอบสนองในทันทีทันใด
- สาเหตุแห่งการได้รับชัยชนะตามกฎเกณฑ์ของอัลลอฮ์ คือ เราต้องช่วยอัลลอฮ์ก่อน
- อะไรคือการช่วยอัลลอฮ์? คือการช่วยศาสนาของพระองค์ ด้วยการดำรงมั่นอยู่ในศาสนาของพระองค์
- ถ้าเราต้องการชัยชนะ เราต้องถามว่าเราต่อสู้เพื่อใคร? เราสู้เพื่ออัลลอฮ์หรือไม่? เราทำอะไรเพื่ออัลลอฮ์บ้างแล้วหรือยัง เพื่อให้ได้รับชัยชนะที่เราต้องการ
- เราช่วยศาสนาให้โดดเด่นตรงไหน ตรงกันข้ามเรากลับทำให้ศาสนาของพระองค์ตกต่ำ
- ในฝั่งของผู้ปฏิเสธศรัทธา อัลลอฮ์เตรียมความหายนะให้กับพวกเขาไว้แล้ว 
- ความดีที่ไม่มีความหมายในอาคิเราะฮ์ คือ ความดีของผุ้ปฏิเสธศรัทธา เพราะพวกเขาทำความดีเพื่อคนอื่น ไม่ได้ทำเพื่ออัลลอฮ์ จึงจะไปรับผลตอบแทนจากอัลลอฮ์ได้อย่างไร
- เรากลัวว่ามุสลิมเองก็มีบางคนที่เกลียดอิสลาม
- บทบัญญัติบางอย่างในอิสลามที่เรายังไม่ได้ทำหรือทำไม่ได้เพราะอะไรก็แล้วแต่ ไม่ได้เป็นเหตุให้เราต้องวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความรังเกียจมันออกมา เพราะนั่นคือสาเหตุแห่งการหลุดพ้นจากอิสลามได้
- สาเหตุที่ผู้คนรังเกียจอิสลาม อาจจะมาจากความไม่รู้ หรือ ความคลุมเครือและคลางแคลง
- อัลลอฮ์เรียกร้องให้พวกเขาเดินทางบนหน้าแผ่นดินเพื่อเรียนรู้และรับบทเรียนจากประชาชาติที่เคยถูกทำลายมาก่อน
- เดินทางแบบไหนให้อีมานเพิ่มขึ้น อย่าเป็นคนที่ยิ่งเดินทางยิ่งเพี้ยน และนำความเพี้ยนมาเผยแพร่ต่อกับคนอื่น 
- อัลลอฮ์จะคอยเป็นผู้ช่วยเหลือบรรดาผู้ศรัทธา ในขณะที่ผู้ปฏิเสธจะไม่มีผู้ใดคอยให้ความช่วยเหลือ
- แม้ว่าจะแพ้ทางกายภาพ แต่ในมิติทางหัวใจจะต้องไม่แพ้ เพราะมีอัลลอฮ์อยู่ฝ่ายผู้ศรัทธาเสมอ


ตอนที่ 4
- อธิบายเรื่องความแตกต่างระหว่างผู้ศรัทธาและบรรดาคนที่ปฏิเสธแบบหมัดต่อหมัด
- ชีวิตผู้ศรัทธาเปรียบเทียบเหมือนกับอยู่ในคุก หมายถึงมีขอบเขตที่ต้องอยู่ในเกณฑ์
- คนไม่ศรัทธาใช้ชีวิตในดุนยาแบบไม่มีขอบเขต เหมือนมุอ์มินที่อยู่ในสวรรค์ก็ไม่มีขอบเขต
- คนที่ไม่มีอาคิเราะฮ์ใช้ชีวิตในดุนยาจนเกินขอบเขตจนกลายเป็นอบายมุขที่แพร่หลาย
- อายะฮ์นี้เป็นการตำหนิบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ละเมิดขอบเขตของอัลลอฮ์
- อัลลอฮ์ยกอุทาหรณ์กับประชาชาติที่ถูกทำลายก่อนหน้ายุคมุชริกีน ที่มีอำนาจมากกว่าชาวมักกะฮ์ แต่สุดท้ายก็โดนทำลายจนหมดสิ้น
- อัลลอฮ์ทรงปรามบรรดามุชรีกีนที่เหิมเกริมกับท่านนบีและผู้ศรัทธา 
- ระหว่างคนที่เดินบนเส้นทางของอัลลอฮ์กับคนที่ทำชั่วย่อมมีความแตกต่างกัน
- คุณลักษณะของสวรรค์ที่มีแม่น้ำสี่ประเภทไหลผ่าน
- แม่น้ำจากน้ำใส
- แม่น้ำจากน้ำนม
- แม่น้ำจากเหล้า
- แม่น้ำจากน้ำผึ้ง
- แม่น้ำในสวรรค์จะมีลักษณะไหลตื้นบนพื้นสวรรค์
- มีผลไม้ในสวรรค์มากมายให้ชาวสวรรค์
- ชาวสวรรค์จะได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮ์ หมายถึงการปกปิดไม่ให้เห็นข้อตำหนิของพวกเขา
- ในขณะที่ชาวนรก จะต้องกินน้ำร้อนที่ทำให้ลำไส้ของพวกเขาเปื่อยย่อย


ตอนที่ 5
- อายะฮ์ที่ 16 เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของพวกมุนาฟิกูนในเมืองมะดีนะฮ์
- พฤติกรรมแบบมุนาฟิก เข้าไปนั่งฟังท่านนบีสอน ทำทีทำท่าว่าตั้งใจฟังท่าน แต่เมื่อออกไปลับหลังก็จะถามว่าเมื่อกี้ท่านนบีพูดอะไร เป็นการแสดงออกว่าก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้ตั้งใจเลย และไม่ได้ให้เกียรติท่านนบี
- หรืออาจจะเป็นการสร้างความคลางแคลงสงสัยด้วยการลดทอนความน่าเชื่อถือของท่านนบี ด้วยการออกมาพูดลับหลัง เพื่อสร้างความปั่นป่วน
- หรืออาจจะพูดเพื่อกลบเกลื่อนความเป็นนิฟากกลับกลอกของตัวเอง
- พฤติกรรมนี้เกี่ยวข้องกับหัวใจ ไม่ใช่แค่การฟัง แต่ต้องพิจารณาว่าฟังแล้วหัวใจเป็นอย่างไรบ้าง 
- พวกมุนาฟิกหัวใจถูกปิดตรึงและตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ หัวใจจึงไม่เข้าใจสิ่งที่อัลลอฮ์บอก
- เนื่องจากตามอารมณ์ใฝ่ต่ำแสดงว่าความตั้งใจแต่แรกไม่ได้มีจุดประสงค์ที่ดีอยู่แล้ว
- ต้องปรับเนียตให้ถูก โดยเฉพาะเวลาเรียนศาสนา
- สำหรับคนที่มีความประสงค์ที่ถูกต้อง อัลลอฮ์ก็จะประทานฮิดายะฮ์ให้ คือเพิ่มความรู้และเพิ่มความตักวาให้แก่เขา
- อัลลอฮ์จะเพิ่มความรู้และอะมัลศอลิห์ให้กับคนที่ตั้งใจดีในการรับฟังคำสอนของศาสนา
- เราจะกลับไปหาอัลลอฮ์ด้วยความรู้และอะมัลศอลิห์
- เมื่อชัดเจนแล้วว่าบรรดาผู้ปฏิเสธไม่เชื่อต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ สุดท้ายบทสรุปก็คือพวกเขาไม่รออะไรอีกแล้วนอกจากความวินาศแห่งวันกิยามะฮ์ หรือรอแค่ความตายอย่างเดียวแล้วเท่านั้น
- อายะฮ์นี้กระตุ้นให้เราต้องเตรียมตัวพร้อมสำหรับความตาย
- ความตายมาโดยฉับพล้น อย่าอยู่เฉยแค่รอความตาย แต่ต้องหาความรู้และทำอะมัลศอลิห์
- เมื่อสัญญาณกิยามะฮ์และความตายมาถึง ก็จะไม่มีโอกาสกลับตัวอีกต่อไป 


ตอนที่ 6
- สูเราะฮ์นี้กำลังพูดถึงวิธีการรับมือกับผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับอิสลามทั้งจากภายนอกและภายใน
- ต้นเหตุของการปฏิเสธศรัทธาเกิดมาจากไม่รู้ข้อเท็จจริงของ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ 
- ในขณะที่เราต้องต่อสู้กับศัตรูทั้งภายในและภายนอก เราเองก็มีความจำเป็นต้องทบทวนแก่นแท้ของหลักความเชื่อเราเองด้วย มิฉะนั้นเราเองก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากพวกเขา
- ต้องรู้จักเนื้อหาที่จำเป็นของ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ ไม่ใช่รู้แค่ความหมายเบื้องต้นอย่างเดียว
- ต้องรู้จัก ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ ด้วยหัวใจ อะไรที่จำเป็นต้องรู้ ต้องแสวงหาให้รู้ด้วยหัวใจ
- เมื่อรู้แล้วต้องปฏิบัติตามเนื้อหาตามที่รู้ด้วย
- ความรู้เกี่ยวกับเตาฮีด เป็นภารกิจฟัรฎูอัยน์ (ความจำเป็นส่วนตัว) ที่ต้องเรียนรู้ให้ชัดเจน
- ภาคปฏิบัติเรื่องเตาฮีดยังเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้และพยายามทุ่มเทอีกมาก เพราะในประชาชาติมุสลิมยังคงมีเรื่องชิริกอยู่มากมาย
- วิธีการรู้จักอัลลอฮ์ ประการแรกเรียนรู้พระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ์
- ประการที่สอง รู้จักรุบูบียะฮ์ของอัลลอฮ์ คือ ทรงเป็นผู้สร้าง ทรงจัดการ ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้
- ประการที่สาม รู้จักว่าอัลลอฮ์เท่านั้นที่ให้นิอมัตกับเรา ทั้งที่เปิดเผยและมองไม่เห็น
- ประการที่สี่ รู้จักอัลลอฮ์ผ่านบทเรียนในอดีตของประชาชาติต่างๆ เช่น การที่อัลลอฮ์ให้ชัยชนะแก่ผู้ศรัทธาและการที่อัลลอฮ์ทรงทำลายผู้ปฏิเสธอย่างไร
- ประการที่ห้า การที่เรารู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นรูปเคารพมีความบกพร่องอย่างไร
- ประการที่หก การที่เรารู้ว่าคัมภีร์ทุกเล่มที่ถูกประทานลงมาล้วนยืนยันใน ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์
- ประการที่เจ็ด คนที่มีสติปัญญาสมบูรณ์ที่สุด ล้วนมีหลักความเชื่อใน ลาอิลลัลลอฮ์ เหมือนกันหมด
- ประการที่แปด เครื่องหมายแห่งความยิ่งใหญ่ที่ปรากฏอยู่บนการสรรค์สร้างของพระองค์ในจักรวาลนี้
- เครื่องหมายความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ปรากฏอยู่ในทุกสิ่งที่เราเห็น
- ต้องเรียนรู้ด้วยสติปัญญาบวกกับหัวใจ
- คำสั่งให้อิสติฆฟาร เป็นภาคปฏิบัติของการปฏิญาณตน ลาอิลาฮะอัลลัลลอฮ์ 
- ไม่ใช่แค่อิสติฆฟารให้กับตัวเอง แต่ยังต้องอิสติฆฟารให้กับคนอื่นด้วย


ตอนที่ 7
- ปรากฏการณ์การเยาะเย้ยล้อเลียนท่านนบีที่มีในยุคปัจจุบัน
- มุสลิมจะไม่เยาะเย้ยนบี ไม่ว่าจะเป็นนบีคนใดก็ตาม
- ปรากฏการณ์นี้ถูกระบุเอาไว้ในอัลกุรอาน และยังคงปรากฏให้เห็นตลอด
- แม้ว่าสูเราะฮ์นี้กำลังพูดถึงสงครามกับมุชริกีนมักกะฮ์แต่ก็มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพวกมุนาฟิกีนในมะดีนะฮ์ด้วย
- ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด เพิ่มเสริมด้วยการอิสติฆฟาร
- อิสติฆฟารให้กับตัวเองและคนอื่นๆ ด้วย
- ต้องมีความบริสุทธิ์ใจในการช่วยเหลือให้คนที่ติดตามเราได้รับสิ่งดีๆ และพ้นจากความทุกข์ทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม
- ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ เป็นอะกีดะฮ์สูงสุด แต่ขณะเดียวกันก็มีอิสติฆฟารอยู่ใกล้ๆ เป็นการชี้ว่ามันสำคัญจึงไม่ควรดูแคลนการอิสติฆฟาร
- บรรดาเศาะหาบะฮ์ได้เปรยว่าน่าจะมีสูเราะฮ์หนึ่งลงมาอธิบายว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างในสมรภูมิสงคราม
- สูเราะฮ์ดังกล่าวคือสูเราะฮ์มุหัมมัด ซึ่งถูกประทานลงมาหลังจากสงครามบะดัร ซึ่งเป็นสงครามแรกในอิสลาม
- เมื่อมีการประทานสูเราะฮ์มุหัมมัดลงมาที่พูดถึงการสงคราม พวกมุนาฟิกก็ไม่พอใจ จ้องมองไปที่ท่านนบีเหมือนพวกเขาจะหายนะและกำลังใกล้ตาย
- อัลลอฮ์ตอบโต้มุนาฟิกว่า เหมาะแล้วที่พวกเขาต้องเจอกับความหายนะ 
- พวกมุนาฟิกไม่อยากจะรับสูเราะฮ์นี้ ไม่ต้องการทำสงคราม ไม่อยากจะลำบาก กลัวว่าตัวเองจะตายและหายนะ 
- จริงๆ แล้ว ความหายนะย่อมต้องมาหาพวกที่ไม่ยอมออกไปทำสงครามนี่แหละ 
- การไม่ออกไปทำสงครามเป็นหายนะมากกว่า เพราะจะโดนศัตรูทำลายสิ้น
- สิ่งที่พวกมุนาฟิกควรจะทำ คือ การพูดด้วยดีกับท่านนบี ไม่ใช่การบ่นและแสดงอาการรังเกียจคำสั่งของอัลลอฮ์
- สุดท้ายพวกมุนาฟิกไม่ได้ออกไปร่วมสงครามกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 
- การหันหลังของพวกมุนาฟิกเกิดผลเสียอย่างใหญ่หลวง คือการสร้างความหายนะในแผ่นดิน
- การที่มุนาฟิกไม่ออกไปช่วยท่านนบีในสงครามอุหุด แสดงว่ากำลังช่วยมุชริกีนทางอ้อม และเป็นการทรยศและตัดความสัมพันธ์ต่อญาติพี่น้องของตัวเองในเมืองมะดีนะฮ์
- คำสั่งให้ตะดับบุรอัลกุรอาน เพราะมันเป็นการเยียวยาหัวใจที่หนวกและบอด
- ไม่ใช่เฉพาะมุสลิมเท่านั้นที่ต้องตะดับบุร ยิ่งหัวใจมืดบอดยิ่งต้องตะดับบุร
- ตะดับบุรเป็นการเปิดหัวใจไม่ให้บอด ไม่ให้เป็นเหมือนมุนาฟิก
- ขอดุอาอ์อย่าให้หัวใจของเราถูกปิด เพราะไม่ได้ตะดับบุรอัลกุรอานของอัลลอฮ์


ตอนที่ 8
- ท่ามกลางโลกที่มองว่าอิสลามเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง ในความเป็นจริงอิสลามมีทางนำที่จะแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยซ้ำ
- อิสลามคือศาสนาแห่งสันติภาพ การพูดถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสงครามในอิสลาม เป็นการเล่าความเป็นจริงว่าอิสลามจัดการกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร
- การที่พวกมุนาฟิกไม่ช่วยในการทำสงครามอุหุด เหมือนกับว่าพวกเขากำลังทำลายบ้านเมืองตัวเองและตัดญาติขาดมิตรกับพี่น้องของพวกเขาในมะดีนะฮ์
- นิสัยแย่ๆ เหล่านี้ของพวกมุนาฟิกถ้าพวกเขาตั้งใจฟังคำสั่งของอัลลอฮ์ในอัลกุรอานก็จะไม่มีพฤติกรรมเยี่ยงนี้
- ถ้ามนุษย์เปิดใจตะดับบุรอัลกุรอาน พวกเขาจะได้รับฮิดายะฮ์ ปัญหาคือพวกเราไม่ยอดเปิดใจฟัง
- การตะดับบุรต้องอาศัยหัวใจ
- ท่านนบีสร้างคนด้วยอัลกุรอานที่ส่งต่อผ่านหัวใจ
- ความแตกต่างระหว่างการให้ด้วยหัวใจและการให้ด้วยวัตถุ
- คนที่อ่านอัลกุรอานแบบมุนาฟิกจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
- มุนาฟิกที่ฟังอัลกุรอานแล้วไม่ยอมรับ แสดงว่ามีชัยฏอนอยู่เบื้องหลังคอยยุยงอยู่
- ข้อสังเกตคือ คนที่อยู่ในสมัยแห่งการประทานอัลกุรอานยังถูกชัยฏอนหลอกได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนในยุคที่ห่างไกลจากยุคแรกเริ่มที่วะห์ยูถูกประทานลงมา
- นิสัยของมุนาฟิกแต่ประการ เช่น เชื่อฟังชัยฏอน เชื่อฟังบรรดามุชริกีนและช่วยหาความลับให้
- อัลกุรอานกล่าวถึงมุนาฟิกอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่ามุนาฟิกีนจะเลวร้ายแค่ไหนแต่เราก็จะเห็นว่าท่านนบีไม่ได้ทำสงครามกับพวกเขาแต่อย่างใด
- นิสัยของมุนาฟิกทั้งหมดกลายเป็นเหตุแห่งการสูญเปล่าในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ
- ข้อคิดจากเรื่องราวมุนาฟิก คือ ต้องไม่ชอบสิ่งที่ผิด แม้ว่าเราจะเลี่ยงมันไม่ได้ก็ตาม
- ระวังหัวใจของเราอย่าให้เหมือนมุนาฟิก 
- อัลลอฮ์จะทรงนำความลับอันสกปรกในหัวใจของพวกเขาออกมา


ตอนที่ 9
- ทุกอย่างในชีวิตต้องได้มาด้วยการต่อสู้ฝ่าฟัน
- เหนื่อยอย่างไร ไม่ไหวอย่างไร ก็ต้องรำลึกถึงอัลลอฮ์ ยืนหยัดในศาสนาของพระองค์
- การรำลึกถึงอัลลอฮ์คือการฟื้นฟูพลังเพื่อกลับไปต่อสู้ฝ่าฟันชีวิตในดีขึ้นต่อไป
- ขอบคุณที่เรายังไม่ลืมอัลลอฮ์ แม้ว่าจะยุ่งกับดุนยาแค่ไหนก็ตาม
- คำสั่งที่อัลลอฮ์ใช้ให้ผู้ศรัทธาออกไปญิฮาดมีเหตุผลอะไร? ทำไมที่ต้องญิฮาดด้วย? นี่อาจจะเป็นคำถามที่พวกมุนาฟิกตั้งข้อสงสัย คำตอบก็คือญิฮาดคือการทดสอบ
- อัลลอฮ์ทดสอบผู้ศรัทธาด้วยคำสั่งให้ทำ และคำสั่งห้าม แต่ละคำสั่งมีระดับการทดสอบที่เข้มข้มแตกต่างกัน
- บททดสอบเรื่องญิฮาด มีความเข้มข้นอีกระดับหนึ่งมากกว่าการทดสอบอื่นๆ
- ผู้ศรัทธาที่ผ่านบททดสอบหนึ่ง เขาก็ได้ยกระดับสูงขึ้นอีก เพื่อที่จะรับบททดสอบที่เข้มข้นขึ้นอีกขั้นหนึ่ง เพื่อยกระดับไปเรื่อยๆ
- ต้องขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์และสู้เพื่อให้ชนะบททดสอบทุกครั้งที่ต้องเจอ
- วิถีของผู้ศรัทธาต้องได้รับการทดสอบจากอัลลอฮ์ ด้วยวิธีการที่อัลลอฮ์ได้แนะนำให้เราสามารถรับชัยชนะได้
- ถ้ามุอ์มินไม่ทำหน้าที่ในการเผยแพร่ความจริง คนที่นำความเท็จก็ไม่เคยหยุดที่จะเผยแพร่ในฝั่งของตัวเอง
- ตราบใดที่ยังมีชีวิต ผู้ศรัทธาก็ต้องไม่ท้อแท้ในการต่อสู้เพื่อให้ผ่านบททดสอบของอัลลอฮ์
- แม้เวลาจะผ่านไปกี่ยุคสมัย บรรดาคนที่ก่อเรื่องเป็นปฏิปักษ์กับอิสลามก็ยังคงมีอยู่เรื่อยไป
- คนที่เป็นปฏิปักษ์กับอัลลอฮ์ไม่มีทางดับแสงสว่างของสัจธรรม ความดีที่พวกเขาทำในดุนยาจะไม่มีประโยชน์ต่อหน้าอัลลอฮ์ในอาคิเราะฮ์
- อัลลอฮ์สั่งไม่ให้ผู้ศรัทธาเป็นเหมือนกับบรรดาผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับอัลลอฮ์
- ผู้ศรัทธาต้องเชื่อฟังอัลลอฮ์ รอซูล และหลีกห่างสาเหตุที่ทำลายความดีของผู้ศรัทธา


ตอนที่ 10 
- บาปต่างๆ ที่ทำให้หลุดจากศาสนา คือ บาปชิริก
- บาปใหญ่ เมื่อตายจะอยู่ที่การชี้ขาดของอัลลอฮ์ 
- ต้องเป็นห่วงคนทำบาป ไม่ต้องไปชี้ขาดคนทำบาปแต่ให้เป็นห่วงเขา
- บาปเล็ก จะได้รับการอภัยโทษด้วยการทำความดีลบล้าง
- สรุปแล้ว บาปชิริกทำให้ตกศาสนาและตกนรกถาวร บาปใหญ่ขึ้นอยู่กับการตัดสินของอัลลอฮ์ บาปเล็กลบล้างได้ด้วยการทำความดีทดแทน
- อัลลอฮ์สั่งไม่ให้อ่อนแอในขณะที่กำลังมีชัยในสงครามหรือกำลังได้เปรียบในการต่อสู้อยู่
- อัลลอฮ์ให้กำลังใจผู้ที่ต่อสู้ในสงครามว่าพระองค์อยู่กับพวกเขา และเตรียมผลบุญไว้ให้กับพวกเขาอย่างมากมาย
- อย่าให้หัวใจพ่ายแพ้ เพราะถ้าใจสู้ศัตรูเยอะแค่ไหนก็ยังสู้ไหว
- ในกรณีที่หัวใจยังยึดติดกับดุนยาอยู่ พระองค์อัลลอฮ์ก็บอกว่าดุนยานั้นเป็นเรื่องละเล่นชั่วครู่เท่านั้น 
- ดุนยาเปรียบเหมือนเรื่องไร้สาระ แม้ว่าจะขวยขวายมากมายแค่ไหน สุดท้ายดุนยาก็สรุปได้แค่ว่าเป็นเหมือนของเล่นหรือเรื่องไร้สาระ
- ระหว่างชีวิตที่มีอาคิเราะฮ์กับชีวิตที่ไม่มีอาคิเราะฮ์ ผู้ศรัทธาต้องสอบถามตัวเองว่ามีความคิดแบบไหนเกี่ยวกับเรื่องนี้
- การเป็นผู้ศรัทธาและปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ จะทำให้เราหลุดพ้นจากสภาพไร้สาระแล้ว 
- อัลลอฮ์จะให้ผลบุญแก่เราและไม่ต้องการทรัพย์สินใดๆ ของเราเลย
- อิบาดะฮ์บางอย่างที่ดูผิวเผินว่าเป็นการเสีย เช่นการบริจาคและเศาะดะเกาะฮ์ แท้จริงแล้วคือการเก็บไว้ให้ตัวเองในวันอาคิเราะฮ์ เป็นการได้ไม่ใช่การเสีย
- ถ้าอัลลอฮ์บังคับให้ออกทรัพย์สินมากกว่าที่กำหนดซะกาต มนุษย์ย่อมที่จะตระหนี่ถี่เหนียวและแสดงอาการไม่พอใจออกมา
- ในขณะที่อัลลอฮ์เรียกร้องให้ใช้จ่ายทรัพย์สิน บางคนก็ขี้เหนียว การขี้เหนียวนั้นมีผลเสียต่อตัวเอง
- อัลลอฮ์เรียกร้องให้เราพิสูจน์ตัวเองในการทำงานเพื่ออัลลอฮ์ เพื่อเช็คว่าเราสำคัญในสายตาของพระองค์หรือไม่
- ผู้ศรัทธาต้องรู้เรียนรู้การพิสูจน์ตัวเองด้วยการเชื่อฟังอัลลอฮ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการบริจาคทรัพย์สิน ซึ่งต้องฝึกให้ใจคุ้นชินและทำได้ง่ายดายในยามที่อัลลอฮ์เรียกร้องเรื่องเหล่านี้
- สรุป สูเราะฮ์นี้คือสูเราะฮ์แห่งการต่อสู้ที่ต้องใช้แรงกายแรงทรัพย์และแรงใจอย่างมากมายที่ต้องทุ่มเท