แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 09 เตือนใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 09 เตือนใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566

หะดีษอัล-บะรออ์ บิน อาซิบ ว่าด้วยมะละกุลเมาต์รับวิญญาณออกจากร่างและการทดสอบในหลุมฝังศพ

 

หะดีษว่าด้วยวิญญาณออกจากร่างและการทดสอบในหลุมฝังศพ

كنَّا في جِنازةٍ في بَقيعِ الغَرْقدِ، فأتانا النَّبيُّ صلَّى اللهُ عليه وسلَّمَ، فقعَدَ وقعَدْنا حولَه، كأنَّ على رُؤوسِنا الطَّيْرَ، وهو يُلْحَدُ له، فقال: أعوذُ باللهِ مِن عذابِ القبرِ، ثلاثَ مرَّاتٍ،

พวกเราอยู่กับญะนาซะฮ์หนึ่งที่สุสานบะกีอฺอัล-ฆ็อรก็อด แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็มาถึง ท่านนั่งลงและพวกเราก็นั่งลงรอบๆ ท่าน บรรยากาศเงียบเราตั้งใจฟังประหนึ่งเหมือนมีนกอยู่บนหัวเรา ในขณะที่ศพกำลังถูกนำลงไปในหลุม แล้วท่านนบีก็กล่าวว่า ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้ปลอดภัยจากการทรมานในหลุมฝังศพเถิด (สามครั้ง)

1.                                     

ثمَّ قال: إنَّ العبدَ المؤمِنَ إذا كان في إقبالٍ مِن الآخِرةِ وانقِطاعٍ مِن الدُّنيا، نزَلَت إليه الملائكةُ، كأنَّ على وُجوهِهِمُ الشَّمسَ، معهم كَفنٌ مِن أكفانِ الجَنَّةِ، وحَنوطٌ مِن حَنوطِ الجنَّةِ، فجَلَسوا مِنه مَدَّ البَصرِ، ثمَّ يَجيءُ ملَكُ الموتِ حتَّى يَجلِسَ عندَ رأسِه، فيَقولُ: يا أيَّتُها النَّفْسُ الطَّيِّبةُ، اخرُجي إلى مَغفِرةٍ مِن اللهِ ورِضْوانٍ، قال: فتخرُجُ تَسيلُ كما تَسيلُ القَطْرةُ مِن في السِّقاءِ، فيأخُذُها، فإذا أخَذَها لم يَدَعوها في يدِه طَرْفةَ عينٍ، حتَّى يَأخُذوها فيَجعَلوها في ذلك الكفَنِ وذلك الحَنوطِ، ويخرُجُ منها كأطيَبِ نَفْحةِ مِسكٍ وُجِدَتْ على وجهِ الأرضِ،

แล้วท่านก็กล่าวอีกว่า แท้จริงแล้ว บ่าวผู้ศรัทธาเมื่อถึงเวลาต้องไปอาคิเราะฮ์และร่ำลาจากดุนยา จะมีมะลาอิกะฮ์ลงมาหาเขา ใบหน้าพวกเขาสว่างดุจดังแสงอาทิตย์ พวกเขาลงมาพร้อมกับผ้ากะฝั่นห่อศพและเครื่องหอมจากสวรรค์ พวกเขาจะนั่งอยู่สุดสายตา แล้วมะละกุลเมาต์ก็จะมาเอาวิญญาณด้วยการนั่งลงที่หัวของผู้ตายและกล่าวว่า โอ้ชีวิตที่ดีเลิศเอ๋ย จงออกมาสู่การอภัยและความโปรดปรานของอัลลอฮ์เถิด แล้ววิญญาณก็จะไหลออกมาเหมือนหยดน้ำที่ไหลออกมาจากถุงหนังที่ใส่น้ำ และมะละกุลเมาต์ก็จะรับวิญญาณไป บรรดามะลาอิกะฮ์ที่รออยู่ก็จะรีบรับไปจัดการโดยไม่ล่าช้าหรือประวิงเวลาเลยแม้กระพริบตาเดียว พวกเขาจะนำวิญญาณนั้นมาห่อกับกะฝั่นและเครื่องหอมจากสวรรค์ และจะมีกลิ่นหอมอบอวลเยี่ยงน้ำหอมมิสก์ที่หอมที่สุดบนหน้าแผ่นดิน

2.                                     

قال: فيَصعَدون بها، فلا يَمُرُّون بها، يَعْني على مَلأٍ مِن الملائكةِ، إلَّا قالوا: ما هذه الرُّوحُ الطَّيِّبةُ؟ فيَقولون: فلانُ بنُ فلانٍ، بأحسَنِ أسمائِه الَّتي كانوا يُسمُّونه بها في الدُّنيا، حتَّى يَنتَهوا بها إلى السَّماءِ، فيَستفتِحون له، فيُفتَحُ له، فيُشيِّعُه مِن كلِّ سماءٍ مُقرَّبوها، إلى السَّماءِ الَّتي تَليها، حتَّى يُنتَهى بها إلى السَّماءِ السَّابعةِ، فيَقولُ اللهُ عزَّ وجلَّ: اكتُبوا كتابَ عَبْدي في عِلِّيِّينَ، وأعيدوه إلى الأرضِ؛ فإنِّي منها خلَقتُهم، وفيها أُعيدُهم، ومنها أُخرِجُهم تارةً أخرى.

ท่านนบีเล่าต่อว่า แล้วมะลาอิกะฮ์ก็จะพาวิญญาณนั้นขึ้นสู่เบื้องบน ไม่ว่าที่ใดที่พวกเขาผ่านก็จะมีกลุ่มมะลาอิกะฮ์ถามว่า นี่วิญญาณผู้ใดที่ดีเลิศเหลือเกิน? พวกเขาก็จะตอบว่า เป็นวิญญาณของผู้นั้นผู้นี้ ด้วยชื่อเรียกที่เขาชอบมากที่สุดในดุนยา จนกระทั่งถึงประตูของฟ้าชั้นที่หนึ่ง พวกเขาก็ขออนุญาตให้เปิดประตู ประตูก็เปิด แล้วมะลาอิกะฮ์จากชั้นฟ้านั้นก็จะมาร่วมกันส่งวิญญาณของเขาจนถึงฟ้าชั้นถัดไป และจะเป็นอย่างนี้ทุกชั้นฟ้าจนถึงฟ้าชั้นที่เจ็ด แล้วอัลลอฮ์ก็จะตรัสว่า จงเขียนชื่อบ่าวของข้าให้อยู่ร่วมกับบรรดาผู้สูงส่งเถิด แล้วจงเอาเขากลับไปยังแผ่นดิน เพราะแท้จริงแล้วข้าสร้างเขามาจากดิน ข้าจะให้พวกเขากลับไปสู่ดิน และข้าจะทำให้เขาฟื้นออกมาจากดินอีกครั้ง

3.                                     

قال: فتُعادُ رُوحُه في جسَدِه، فيأتيه ملَكانِ، فيُجلِسانِه، فيَقولانِ له: مَن ربُّك؟ فيَقولُ: ربِّيَ اللهُ، فيَقولانِ له: ما دينُك؟ فيقولُ: دِينيَ الإسلامُ، فيَقولانِ له: ما هذا الرَّجلُ الَّذي بُعِثَ فيكم؟ فيقولُ: هو رسولُ اللهِ، فيَقولانِ له: ما عِلمُك؟ فيقولُ: قرَأتُ كتابَ اللهِ، فآمَنتُ به وصدَّقتُ، فيُنادي مُنادٍ مِن السَّماءِ: أنْ صدَقَ عبْدي، فأفْرِشوه مِن الجنَّةِ، وافتَحوا له بابًا إلى الجنَّةِ،

ท่านนบีบอกว่า แล้ววิญญาณของเขาก็ถูกนำกลับมาใส่ร่าง จากนั้นก็มีมะลาอิกะฮ์สองท่านมาหา ยกเขาให้ลุกขึ้นนั่งและกล่าวกับเขา ใครคือพระเจ้าของท่าน? เขาจะตอบว่า พระเจ้าของฉันคืออัลลอฮ์ มะลาอิกะฮ์ถามอีกว่า อะไรคือศาสนาของท่าน? เขาจะตอบว่า ศาสนาของฉันคืออิสลาม มะลาอิกะฮ์ถามอีกว่า แล้วผู้ชายคนนี้(มุหัมมัด)คือใคร? เขาจะตอบว่า คือรอซูลศาสนทูตของอัลลอฮ์ มะลาอิกะฮ์จะถามว่า ท่านรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร? เขาตอบว่า ฉันอ่านคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ฉันศรัทธาและเชื่อมั่นปฏิบัติตาม จากนั้นก็จะมีเสียงจากฟากฟ้าว่า บ่าวของข้าพูดความจริง จงปูพื้นให้เขาด้วยที่ปูจากสวรรค์ และจงเปิดประตูสู่สวรรค์ให้กับเขา

4.                                     

قال: فيَأتيه مِن رَوْحِها وطيبِها، ويُفسَحُ له في قبرِه مَدَّ بصَرِه، قال: ويأتيه رجلٌ حسَنُ الوجهِ، حسَنُ الثِّيابِ، طيِّبُ الرِّيحِ، فيَقولُ: أبشِرْ بالَّذي يَسُرُّك، هذا يومُك الَّذي كُنتَ تُوعَدُ، فيَقولُ له: مَن أنتَ؟ فوَجهُك الوجهُ الَّذي يَجيءُ بالخَيرِ، فيَقولُ: أنا عمَلُك الصَّالِحُ، فيقولُ: يا ربِّ، أقِمِ السَّاعةَ؛ حتَّى أرجِعَ إلى أهلي ومالي.

ท่านนบีกล่าวอีกว่า แล้วกลิ่นอายและความหอมจากสวรรค์ก็จะโชยออกมา หลุมฝังศพของเขาจะถูกขยายกว้างออกไปสุดสายตา แล้วจะมีผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าตางดงาม ใส่เสื้อผ้าที่ดีเลิศ มีกลิ่นหอม มาหาเขา และจะพูดกับเขาว่า จงรับข่าวดีด้วยสิ่งที่ทำให้ท่านสุขใจเถิด นี่เป็นวันของท่านที่เคยได้รับสัญญาก่อนหน้านี้ เขาจะถามว่า เจ้าเป็นใครกันแน่ เพราะใบหน้าของเจ้าเป็นผู้ที่นำข่าวดีมาให้ เขาก็จะตอบว่า ฉันคืออะมัลศอลิห์ของท่านเอง เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็จะกล่าวว่า โอ้อัลลอฮ์ ได้โปรดทำให้วันกิยามะฮ์เกิดขึ้นเถิด ฉันจะได้กลับไปหาลูกหลานและทรัพย์สินของฉัน

5.                                     

قال: وإنَّ العبدَ الكافِرَ إذا كان في انقِطاعٍ مِن الدُّنيا وإقبالٍ مِن الآخرةِ، نزَلَ إليه مِن السَّماءِ مَلائكةٌ سُودُ الوُجوهِ، معَهم المُسوحُ، فيَجلِسون مِنه مَدَّ البصَرِ، ثمَّ يَجيءُ ملَكُ الموتِ حتَّى يَجلِسَ عِندَ رأسِه، فيَقولُ: أيَّتُها النَّفسُ الخبيثةُ، اخرُجي إلى سَخطٍ مِن اللهِ وغَضبٍ، قال: فتَتفرَّقُ في جسَدِه، فيَنتزِعُها كما يُنتزَعُ السَّفُّودُ مِن الصُّوفِ المبلولِ، فيَأخُذُها، فإذا أخَذَها لم يدَعوها في يدِه طَرْفةَ عينٍ، حتَّى يَجعَلوها في تلك المسوحِ، ويَخرُجَ منها كأنتَنِ ريحٍ خَبيثةٍ وُجِدَتْ على وجهِ الأرضِ،

ท่านนบีเล่าอีกต่อไปว่า และแท้จริง วิญญาณของกาฟิรเมื่อถึงเวลาต้องร่ำลาจากดุนยาและมุ่งสู่อาคิเราะฮ์ จะมีมะลาอิกะฮ์ที่หน้าตำดำทะมึนลงมาพร้อมกับชุดห่อจากไฟนรกแล้วมานั่งอยู่สายตาเขา จากนั้นมะละกุลเมาต์ก็จะมานั่งที่หัวของเขาและกล่าวว่า ออกมาเถิดชีวิตที่ชั่วร้าย ออกมาสู่ความโกรธกริ้วและความพิโรธของอัลลอฮ์ แล้ววิญญาณของเขาก็จะแตกกระเจิงไปสู่ทุกอณูของร่างกาย มะละกุลเมาต์ก็จะดึงวิญญาณออกมา เหมือนดึงเหล็กเสียบเนื้อที่พันอยู่กับขนสัตว์ที่เปียกน้ำ เมื่อวิญญาณออกมาแล้วมะลาอิกะฮ์ที่รออยู่ก็จะรับไปโดยไม่ปล่อยให้ล่าช้าอยู่แม้กระพริบตาเดียว พวกเขาจะห่อวิญญาณของเขาในชุดห่อที่นำมาจากไฟนรก และมันจะมีกลิ่นที่เหม็นหึ่งน่าขยะแขยงที่สุดเท่าที่มีบนหน้าแผ่นดิน

6.                                     

فيَصعَدون بها، فلا يَمُرُّون بها على ملأٍ مِن الملائكةِ إلَّا قالوا: ما هذا الرُّوحُ الخبيثُ؟ فيَقولون: فلانُ بنُ فلانٍ- بأقبَحِ أسمائِه الَّتي كانوا يُسمُّونه بها في الدُّنيا- حتَّى يُنتَهى بها إلى السَّماءِ الدُّنيا، فيُستفتَحُ له، فلا يُفتَحُ له، ثمَّ قرَأَ رسولُ اللهِ صلَّى اللهُ عليه وسلَّمَ: {لَا تُفَتَّحُ لَهُمْ أَبْوَابُ السَّمَاءِ وَلَا يَدْخُلُونَ الْجَنَّةَ حَتَّى يَلِجَ الْجَمَلُ فِي سَمِّ الْخِيَاطِ} [الأعراف: 40]،

แล้วมะลาอิกะฮ์ก็จะนำเขาขึ้นไปเบื้องบน ทุกครั้งที่พวกเขาเดินผ่านมะลาอิกะฮ์กลุ่มใดก็จะผู้มีถามว่า นี่วิญญาณใคร? พวกเขาก็จะตอบว่า วิญญาณของผู้นั้นผู้นี้ ด้วยชื่อที่น่ารังเกียจที่สุดของเขาในโลกดุนยาที่ผู้คนเคยเรียกเขา จนถึงประตูแห่งฟ้าชั้นแรก พวกเขาขออนุญาตเปิดประตู แต่ประตูก็ไม่เปิดให้ ท่านนบีได้อ่านอายะฮ์อัลกุรอานจากสูเราะฮ์ อัล-อะรอฟ อายะฮ์ที่ 40 ความว่า “ประตูแห่งฟากฟ้าจะไม่ถูกเปิดให้กับพวกเขา และพวกเขาไม่มีทางที่จะเข้าสวรรค์ได้ ประหนึ่งอูฐที่ไม่มีทางจะมุดรูเข็มเย็บผ้าได้”

7.                                     

فيَقولُ اللهُ عزَّ وجلَّ: اكتُبوا كِتابَه في سِجِّينٍ، في الأرضِ السُّفْلى، فتُطرَحُ روحُه طرحًا، ثمَّ قرَأ: {وَمَنْ يُشْرِكْ بِاللَّهِ فَكَأَنَّمَا خَرَّ مِنَ السَّمَاءِ فَتَخْطَفُهُ الطَّيْرُ أَوْ تَهْوِي بِهِ الرِّيحُ فِي مَكَانٍ سَحِيقٍ} [الحج: 31].

แล้วอัลลอฮ์ก็จะตรัส จงบันทึกชื่อเขาในหมู่คนที่จะถูกกุมขัง (บัญชี สิจญ์ญีน) ในแผ่นดินชั้นสุดท้าย แล้ววิญญาณของเขาก็จะถูกเขวี้ยงลงมา และท่านนบีก็อ่านอายะฮ์จากสูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ 31 ความว่า “ผู้ใดที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ นั่นประหนึ่งว่าเขาดิ่งลงมาจากฟ้าแล้วนกก็โฉบเอาตัวเขาไป หรือลมก็พัดเขาไปยังที่ที่ไกลโพ้น”

8.                                     

فتُعادُ رُوحُه في جسَدِه، ويأتيه ملَكانِ فيُجلِسانِه، فيَقولانِ له: مَن ربُّك؟ فيقولُ: هاه هاه، لا أَدْري، فيَقولانِ له: ما هذا الرَّجلُ الَّذي بُعِثَ فيكم، فيَقولُ: هاهْ هاهْ، لا أَدْري، فيُنادي مُنادٍ من السَّماءِ: أنْ كذَبَ، فأَفْرِشوه مِن النَّارِ، وافتَحوا له بابًا إلى النَّارِ، فيَأتيه مِن حَرِّها وسَمومِها، ويُضيَّقُ عليه قبرُه، حتَّى تَختلِفَ أضلاعُه،

แล้ววิญญาณของเขาก็ถูกนำกลับไปยังร่าง จากนั้นก็มีมะลาอิกะฮ์สองท่านมาหา ยกเขาให้ลุกขึ้นนั่งและกล่าวกับเขา ใครคือพระเจ้าของท่าน? เขาจะตอบว่า โอ้ย โอ้ย ฉันไม่รู้ มะลาอิกะฮ์ถามอีกว่า แล้วผู้ชายคนนี้(มุหัมมัด)คือใคร? เขาจะตอบว่า โอ้ย โอ้ย ฉันไม่รู้ จากนั้นก็จะมีเสียงจากฟากฟ้าว่า เขาเป็นคนโกหก จงปูพื้นให้เขาด้วยที่ปูจากไฟนรก และจงเปิดประตูสู่นรกให้กับเขา ดังนั้น ความร้อนและควันพิษจากนรกก็จะมาปกคลุมเขา หลุมศพของเขาจะถูกบีบอัดจนกระทั่งกระดูกซี่โครงของเขาเสียดเข้าหากัน

9.                                     

ويأتيه رجُلٌ قبيحُ الوجهِ، قبيحُ الثِّيابِ مُنتِنُ الرِّيحِ، فيَقولُ: أبشِرْ بالَّذي يَسوءُك، هذا يومُك الَّذي كُنتَ تُوعَدُ، فيَقولُ: مَن أنتَ، فوَجهُك الوَجهُ يَجيءُ بالشَّرِّ، فيقولُ: أنا عمَلُك الخبيثُ، فيَقولُ: ربِّ لا تُقِمِ السَّاعةَ!

แล้วจะมีผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าตาน่าเกลียด ใส่เสื้อผ้าที่น่าเกลียดกลิ่นเหม็นมาหาเขา และจะพูดกับเขาว่า จงรับข่าวด้วยสิ่งที่ทำให้ท่านระทมทุกข์เถิด นี่เป็นวันของท่านที่เคยได้รับสัญญาก่อนหน้านี้ เขาจะถามว่า เจ้าเป็นใครกันแน่ เพราะใบหน้าของเจ้าเป็นผู้ที่นำข่าวร้ายมาให้ เขาก็จะตอบว่า ฉันคือพฤติกรรมอันชั่วร้ายของท่านเอง เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็จะกล่าวว่า โอ้อัลลอฮ์ อย่าทำให้วันกิยามะฮ์เกิดขึ้นเลย

10.                            

الراويالبراء بن عازب | المحدثشعيب الأرناؤوط | المصدرتخريج شرح الطحاوية | الصفحة أو الرقم : 573 | خلاصة حكم المحدثصحيح | التخريجأخرجه أبو داود (4754) باختلاف يسير، والنسائي (2001) مختصراً، وأحمد (573) واللفظ له

หะดีษรายงานโดย อัล-บะรออ์ บิน อาซิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ จากหนังสือตัครีจญ์ ชัหร์ อัฏ-เฏาะหาวียะฮ์ ของ ชุอัยบ์ อัล-อัรนาอูฏ หมายเลข 573 เป็นหะดีษเศาะฮีห์ ดูใน อบู ดาวูด 4754 ด้วยสำนวนที่แตกต่างเล็กน้อย และอัน-นะสาอีย์ 2001 ด้วยสำนวนที่ย่อ และอะห์มัด 573 สำนวนนี้เป็นของท่าน

11.                            

อ้างอิง:  https://dorar.net/h/QyZm2p8G

 

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564

ความรู้ใดที่ทำให้ยำเกรงต่ออัลลอฮ์?





คำถาม : หนทางใดบ้างนำไปสู่ความรู้ที่ก่อให้เกิดจิตสำนึกความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ อัซซะวะญัลล์ ?


คำตอบ :
ท่านได้ถามประเด็นสำคัญที่ยิ่งใหญ่มาก ..



ความรู้ที่สืบทอดมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือความรู้ที่จะก่อให้เกิดจิตสำนึกแห่งการยำเกรงต่ออัลลอฮ์ได้ เช่นที่พระองค์ตรัสว่า

إِنَّمَا يَخۡشَى ٱللَّهَ مِنۡ عِبَادِهِ ٱلۡعُلَمَٰٓؤُاْۗ﴾ [فاطر: 28]﴿

ความว่า “แท้จริงแล้ว ผู้ที่หวั่นเกรงต่ออัลลอฮ์คือบรรดาผู้มีความรู้” (ฟาฏิร 28)


ดังนั้น ผู้ใดก็ตามรับความรู้ที่สืบทอดมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอานและหะดีษของท่าน และเขาก็ได้ไตร่ตรองในความรู้เหล่านั้นก็จะพบว่ามันสามารถสร้างจิตสำนึกแห่งความยำเกรงได้ ชาวสะลัฟบางท่านกล่าวว่า “เราแสวงหาความรู้โดยไม่ได้ตั้งใจแต่แรกว่าทำเพื่ออัลลอฮ์ ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้นสุดท้ายก็ต้องตั้งใจเพื่ออัลลอฮ์” กล่าวคือ ตอนที่เราเริ่มศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ เราทำไปเพราะความทะเยอทะยานตามประสาวัยหนุ่มสาวและเพื่อแข่งขันกับพวกพ้อง แต่เมื่อเราเรียนมากขึ้นและรู้มากขึ้นเกี่ยวกับเนื้อหาต่าง ๆ ที่อัลลอฮ์ประทานลงมาแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เราได้รู้ข้อเท็จจริงในความรู้อันเป็นมรดกตกทอดนี้จากท่าน ความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ก็มาเองโดยปริยาย ความบริสุทธิ์ใจก็ผุดขึ้นมา และความนอบน้อมก็บังเกิด



คำพูดนี้คล้าย ๆ กับที่บางคนได้พูดว่า “เราแสวงหาความรู้ โดยไม่ได้ตั้งเจตนา/เนียตใด ๆ แต่หลังจากนั้น การตั้งเจตนา/เนียตก็มาเอง”


การตั้งเจตนา/เนียต และความบริสุทธิ์ใจ/อิคลาศ ก็คือ การที่เราตั้งจิตตั้งใจให้มั่นว่า เราเรียนเพื่อต้องการขจัดความไม่รู้ให้หมดไปจากตัวเอง ขจัดสภาพที่เราไม่รู้จักสิทธิของอัลลอฮ์ให้หมดไป ขจัดการไม่รู้จักสุนนะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรือความไม่รู้เกี่ยวกับวิธีการทำอิบาดะฮ์ต่อพระองค์อัลลอฮ์ เมื่อใดที่เราตั้งใจว่าต้องการขจัดความไม่รู้ให้พ้นจากตัวเองนี่คือความหมายของความอิคลาศในการแสวงหาความรู้ คือความหมายของการเนียตหรือตั้งเจตนาที่ดี ดังหะดีษที่บอกว่า

«إِنَّمَا الأَعْمَالُ بِالنِّيَّاتِ» [أخرجه البخاري (1/ 6، رقم 1)، ومسلم (3/1515، رقم 1907)]

“ทุกการงานนั้นขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา” (อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 1, มุสลิม หมายเลข 1907)



การตั้งเจตนา/เนียตที่ดี คือ การตั้งใจว่าต้องการขจัดความไม่รู้ให้พ้นจากตัวเอง ไม่ใช่ตั้งใจว่าต้องการให้ตัวเองโดดเด่นเหนือคนอื่น หรือต้องการรู้ให้มาก ต้องการประกาศนียบัตร ต้องการตำแหน่ง ฯลฯ เหล่านี้ทั้งหมดคือการเจตนาเพื่อดุนยา แต่เจตนาที่ดีคือการเนียตว่าต้องการให้ความไม่รู้หมดไปจากตัวเรา



และเมื่อใดที่ท่านรู้สึกเข้าใจมากขึ้นแล้วและมั่นใจว่าได้รับความรู้มาแล้ว อินชาอัลลอฮ์ ก็ให้ท่านตั้งเจตนาเพิ่มเติมว่าต้องการขจัดความไม่รู้ให้หมดไปจากคนอื่นด้วย ผ่านการเผยแพร่ความรู้ที่เป็นมรดกตกทอดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และส่งต่อความรู้ให้กับผู้อื่น เพราะท่านนบีได้บอกว่า

«بَلِّغُوا عَنِّي وَلَوْ آيَةً». [أخرجه البخاري (4/ 170، رقم 3461)]

“จงบอกต่อจากฉัน แม้เป็นเพียงอายะฮ์หนึ่งก็ตามที” (อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 3461)



ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยังกล่าวอีกว่า

«نَضَّرَ اللهُ امْرَأً سَمِعَ مَقَالَتِي فوَعَاها فأدَّاها كما سَمِعها ، فرُبَّ مُبَلَّغٍ أَوْعَى مِنْ سَامِعٍ». [أخرجه الترمذي (5/ 34، رقم 2658)، وابن ماجه (1/ 84، رقم 230)، والإمام أحمد (3/225، رقم 13350)]

“อัลลอฮ์ทรงทำให้ใบหน้าของคนผู้หนึ่งสว่างไสว เขาฟังคำพูดจากฉัน แล้วเขาก็เข้าใจ จากนั้นเขาก็บอกต่อกับคนอื่นตามที่เขาได้ฟังมา บางทีคนที่ได้รับการถ่ายทอดก็อาจจะเข้าใจดีกว่าคนที่ฟังคนแรกก็เป็นได้” (อัต-ติรมิซีย์ หลายเลข 2658, อิบนุ มาญะฮ์ หมายเลข 230, อะห์มัด หมายเลข 1335)


ดังนั้น การตั้งเจตนา/เนียตที่ดีในการแสวงหาความรู้ คือ การตั้งใจว่าต้องการขจัดความไม่รู้ออกจากตัวเอง และขจัดความไม่รู้ออกจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัว คนอื่น ๆ ที่เขาคลุกคลีด้วย คนที่มีความรู้เช่นนี้ทุกสรรพสิ่งจะขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ให้แก่เขา แม้กระทั่งปลาที่อยู่ในท้องน้ำ เพราะเหตุใดเล่า? เพราะเขาจะไม่กระทำการใด ๆ นอกจากด้วยความรู้ ถ้าเขาทำถูกนั่นก็เพราะทำด้วยความรู้ที่มี หรือถ้าหากจะผิดพลาดก็ยังอิงอยู่บนฐานแห่งความรู้ที่เขามีเช่นกัน ถ้าเขาผิดเขาจะขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ เขารู้ว่าอะไรคือความหมายของการอิสติฆฟารเวลาที่เขาขออิสติฆฟารจากอัลลอฮ์ เขารู้ว่าอะไรคือความหมายของการเชื่อฟังต่ออัลลอฮ์ในยามที่เขาทำตามคำสั่งของพระองค์ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องในทั้งสองกรณี ดังนั้นจะเห็นได้ว่าคนที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์มากที่สุดก็คือบรรดาอุละมาอ์ที่ผู้อื่นได้รับประโยชน์จากความรู้ของพวกเขานั่นเอง


ขอดุอาอ์ต่อพระองค์อัลลอฮ์ทรงบันดาลให้เราและท่านได้เป็นหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้นด้วยเถิด ขอพระองค์ทรงปกป้องเราจากความเลวร้ายของตัวเราเอง และจากความชั่วร้ายในการประพฤติปฏิบัติต่าง ๆ ของเราด้วยเทอญ


-----------------

แปลจากนะศีหัตของ เชค ศอลิห์ บิน อับดุลอะซีซ อาล อัช-ชัยค์

ที่มา https://saleh.af.org.sa/ar/node/1491

วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ทบทวนหลังเราะมะฎอน ว่าด้วยการชุกูรฺ

- ทบทวนการชุกูรฺหลังช่วงเวลาที่เราะมะฎอนผ่านพ้น
- หนึ่ง การชุกูรฺเป็นอิบาดะฮฺชั้นสูง
- สอง องค์ประกอบของการชุกูรฺ ต้องมีทั้งกาย วาจา ใจ ประกอบให้สมบูรณ์
- สาม แนะนำสุนนะฮฺบางประการที่เป็นภาคปฏิบัติในการชุกูรฺ
- ผลดีอันใหญ่หลวงของการชุกูรฺที่ส่งผลต่อมุสลิมผู้ศรัทธา
คุฏบะฮฺ ณ มัสยิด อิสลาฮุดดีน ทุ่งคา สามกอง 2017-7-15





วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ปราศจากอัลกุรอาน หัวใจตายซาก ชีวิตแบบบูดู

Credit: www.akteb.com

ชีวิตที่ปราศจากอัลกุรอาน คือ หัวใจตายซาก ศพที่เดินได้ ชีวิตเหม็นๆ แบบมักรูฮฺ

จากบทนำตัฟซีร สูเราะฮฺ อัล-ห๊ากเกาะฮฺ ตอนที่ 3

ฉบับเต็มติดตามได้จาก http://islamhouse.com/th/audios/2770026/

กดฟังได้ทันที




หรือดาวน์โหลดได้จากที่นี่

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ปรับความตั้งใจ/เนียตใหม่อีกครั้ง!

เครดิตภาพ : monaliza110.blogspot.com

ตัจญ์ดีด เนียต หรือ การปรับความตั้งใจใหม่ พูดถึงตัวอย่างการปรับเนียตในการนั่งอยู่ในวงกลุ่มศึกษาอัลกุรอาน ซึ่งบางครั้งเราอาจจะหลงลืม โดยไม่ได้ตั้งใจให้ถูกต้อง จะตั้งใจอย่างไรเพื่อให้การนั่งชุมนุมในวงศึกษาอัลกุรอานมีประสิทธิภาพมากที่สุด

จากบทนำตัฟซีร สูเราะฮฺ อัล-ห๊ากเกาะฮฺ ตอนที่ 2

ฉบับเต็มติดตามได้จาก http://islamhouse.com/th/audios/2770026/

กดฟังได้ทันที



หรือดาวน์โหลดได้จากที่นี่
http://picosong.com/uyZN/ 

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556