วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

สรุปเนื้อหาตัฟซีร สูเราะฮฺ อัฏ-ฏูรฺ




ฟังทาง SoundCloud ที่นี่

ตอนที่ 1

- บทนำ แนะนำสูเราะฮ์ และอายะฮ์ที่น่าสนใจในสูเราะฮ์
- เหตุผลการเริ่มต้นสูเราะฮ์ด้วยการสาบาน
- ความหมายของการสาบานด้วยสรรพสิ่งแต่ละอย่างในสูเราะฮ์
- บัยตุลมะอฺมูร อยู่ที่ฟ้าชั้นเจ็ดซึ่งมีนบีอิบรอฮีมเฝ้าอยู่ เป็นผลตอบแทนที่ท่านได้สร้างกะอฺบะฮ์
- เรื่องราวและเหตุการณ์ที่นบีมูซาไปวะห์ยูที่ภูเขาฏูร และการที่อัลลอฮ์ให้เกียรติแก่ภูเขาลูกนี้
- เกร็ดของสูเราะฮ์อัฏ-ฏูร, อัน-นัจญ์มฺ, อัล-เกาะมัร, ซึ่งเป็นสูเราะฮ์ มักกียะฮ์ เสมือนว่าอัลลอฮ์ต้องการผูกโยงชีวิตของมนุษย์เข้ากับวิถีแห่งสรรพสิ่งในจักรวาล
- การสาบานใช้เพื่อตักเตือนแบบเข้มข้นเกี่ยวกับวันอาคิเราะฮ์ที่มนุษย์ไม่มีวันหลีกหนีพ้น
- เมื่อมนุษย์หนีอาคิเราะฮ์ไม่พ้น วิธีเดียวที่จะรอดคือการกลับไปหาอาคิเราะฮ์ด้วยการยอมรับศรัทธาต่ออัลลอฮ์
- เหตุใดที่ต้องใช้เครื่องมือในการสาบานเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากพวกมักกะฮ์เป็นพวกหัวแข็งดื้อด้าน




ตอนที่ 2

- อายะฮ์ที่ 7 เป็นต้นไป เป็นการเล่าเรื่องที่เป็นการสนองการสาบานของอัลลอฮ์ในตอนต้นสูเราะฮ์
- เครื่องมือในการเน้นย้ำ (ตะอ์กีด) เพื่อประกาศว่าวันกิยามะฮ์นั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่มีใครสามารถยับยั้งมันได้
- หะดีษของญุบัยร์ บิน มุฏอิม ที่มาเจรจากับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในประเด็นเชลยสงครามบะดัร และได้ฟังสูเราะฮ์อัฏ-ฏูร ที่ท่านนบีกำลังอ่านในละหมาดมัฆริบ
- ญุบัยร์ รู้สึกสะดุดกับอายะฮ์ในสูเราะฮ์ อัฏ-ฏูร จนกระทั่งได้รับอิสลามกับอายะฮ์ที่ได้ฟังในสูเราะฮ์นี้
- เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่คนกาฟิรเองก็ควรฟังอัลกุรอาน แล้วนับประสาอะไรกับคนที่เป็นมุสลิม ยิ่งต้องควรฟังมากกว่าคนอื่น
- เกร็ดเรื่องเสียงและอิทธิพลต่อหัวใจและอารมณ์ ดังนั้น เสียงอัลกุรอานย่อมสามารถบำบัดหัวใจได้อย่างดีเยี่ยม
- การขี้เกียจและการไม่คุ้นเคยกับอัลกุรอาน สามารถแก้ไขได้ด้วยการเริ่มต้นจากการหัดฟังนักอ่านอัลกุรอานที่ไพเราะก่อนเพื่อให้คุ้นชิน
- สภาพของวันสิ้นโลกที่ท้องฟ้าจะอ่อนยะยวบ และภูเขาจะแตกกระจุยเป็นผง
- วันอาคิเราะฮ์เป็นที่แห่งการลงโทษคนที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และชีวิตหลังความตาย คนที่ลืมอัลลอฮ์
- คนที่ลืมอัลลอฮ์ ก็คือ คนที่ลืมตัวเอง คนที่ไม่รู้จักอัลลอฮ์ก็จะไม่รู้จักตัวเอง แม้ว่ามนุษย์จะหาคำตอบมากมายแค่ไหนก็จะหาคำตอบไม่เจอถ้าไม่ได้ฟังคำตอบจากอัลลอฮ์
- คนที่มีอัลลอฮ์นำทางจะมีความชัดเจนว่าชีวิตกำเนิดมาได้อย่างไร ดำเนินอยู่ได้อย่างไร และจะมีบั้นปลายอย่างไร
- ตัวอย่างการใช้ทางนำของอัลลอฮ์ในการรู้จักจุดอ่อนของตัวเอง คือ การที่อัลลอฮ์บอกว่ามนุษย์ไม่เคยเบื่อที่จะแสวงหาสิ่งที่ตนปรารถนา แต่เมื่อเจอกับสิ่งที่ไม่คาดฝันเราก็จะท้อแท้หมดหวัง
- ทางนำของอัลกุรอานยังคงมีชีวิตชีวาเหมาะกับทุกสถานการณ์ที่เราเจอ
- คนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่มีอาคิเราะฮ์ เส้นทางจะสับสนในการเลือกเส้นทางชีวิต
- พวกเขาจะถูกผลักลงนรก และถูกตอกย้ำด้วยคำพูดซ้ำเติมจากมลาอิกะฮ์
- พวกเขาจะถูกซ้ำเติมด้วยคำพูดให้เจ็บใจ และถูกเย้ยหยันอย่างน่าอดสูให้อยู่ในนรกตลอดกาล
- ความอดทนจะมีประโยชน์เฉพาะในดุนยา แต่มันจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไปในนรก
- สำนวนการนำเสนอแบบนี้ในสูเราะฮ์อัฏ-ฏูร เหมาะสมกับสภาพของพวกมุชริกีนในมักกะฮ์ที่มีความดื้อด้านและหัวแข็ง กระนั้นก็ยังมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ศรัทธา
- สำนวนเชิงสำทับเช่นนี้ต้องการจะละลายความแข็งกระด้างของพวกปฏิเสธศรัทธาเหล่านี้




ตอนที่ 3 อายะฮ์ที่ 17-21

- การอ่านอัลกุรอานและการตะดับบุรจะให้กำลังใจกับเราทุกครั้งที่เราใช้เวลาอยู่กับมัน
- เป็นอายะฮ์ที่เริ่มต้นอธิบายการตอบแทนผู้ศรัทธาด้วยสวรรค์ หลังจากที่ได้พูดถึงชาวนรกมาก่อนหน้านี้
- ผลตอบแทนในสวรรค์มีความสุขสบายที่ไม่สิ้นสุด ทั้งสุขภายในและภายนอก
- อัลลอฮ์ให้คุณลักษณะของผู้ที่ได้รับความสุขในสวรรค์ คือ ผู้ตักวา
- ทุกคนควรจะต้องรู้และเข้าใจคำว่าตักวาให้ถ่องแท้ เพื่อจะได้ปรับปรุงตัวเองให้เป็นผู้ตักวาที่แท้จริง
- การมีตักวาคือการได้รับประกันสวรรค์โดยไม่ต้องผ่านการลงโทษในนรก
- ชาวสวรรค์จะกินอาหารเพื่อความสุข ไม่ได้กินเพื่อประทังความหิว (17.20-21.00)
- อัลลอฮ์ให้ความคุ้มครองและป้องกันชาวสวรรค์จากไฟนรก
- ความสุขในสวรรค์ไม่ใช่เฉพาะทางกายภาพ แต่รวมถึงการได้ยินคำพูดที่ทำให้ชวนลิ้มลองความสุข
- อาหารของชาวสวรรค์จะไม่สร้างของเสียหรือให้โทษใดๆ ที่เป็นผลพวงจากการกินเหล่านั้น
- ที่นั่งของชาวสวรรค์คือเตียงที่ได้รับการประดับประดาอย่างสวยงาม โดยเอนกายอย่างสบายไม่ต้องลุกจากที่นั่งเพื่อไปทำธุระใดๆ
- ความสุขที่มากกว่าการได้ทานอาหารและมีที่พักอย่างอลังการ คือ การมีคู่ครองที่สวยงามเป็นนางสวรรค์
- ครอบครัวของผู้ศรัทธาถ้าสมาชิกทุกคนเป็นผู้ศรัทธาเหมือนเขา ทุกคนจะได้อยู่ร่วมกันอีกครั้งในสวรรค์ในชั้นที่สูงสุดของสมาชิกในครอบครัว
- อัลลอฮ์ให้เกียรติด้วยการยกระดับสมาชิกครอบครัวที่่อยู่สวรรค์ชั้นต่ำกว่าให้มาอยู่กับสมาชิกที่อยู่บนสวรรค์ชั้นสูงกว่า
- ครอบครัวชาวสวรรค์ (35.48 - 40.51)
- แต่ละชีวิตต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง ทุกคนมีหนี้ชีวิตของตัวเองเหมือนเป็นการจำนองที่จะต้องไถ่ตัวเองด้วยการทำความดีตามคำสั่งของอัลลอฮ์
- อะมัลที่เราทำ คือ สิ่งที่จะใช้ไถ่ชีวิตต่อหน้าอัลลอฮ์ เพื่อให้เราได้เป็นชาวสวรรค์ต่อไป อินชาอัลลอฮ์




ตอนที่ 4 - อายะฮ์ที่ 22-28

- ครอบครัวชาวสวรรค์ที่ได้อยู่ร่วมกันอีกครั้ง เป็นบรรยากาศเหมือนการรวมญาติ
- ความสุขของการได้เห็นครอบครัว เป็นอีกหนึ่งรูปแบบความสุขที่เพิ่มเติมมากกว่าการกินการดื่มและอยู่กับคู่รัก
- ความสุขกับการได้อยู่กับครอบครัว 7.30 - 10.11
- ในขณะที่ชาวนรก อัลลอฮ์จะให้แต่ละคนอยู่ในที่ของตนเอง โดยที่ลูกหลานไม่ต้องแบกรับบาปของพ่อแม่หรือบรรพบุรุษของตน
- ข้อตัดสินของชาวนรกและชาวสวรรค์มีความแตกต่างกัน
- นรกเป็น ดารุลอัดล์/ที่แห่งความยุติธรรม สวรรค์เป็น ดารุลฟัฏล์/ที่แห่งการเอื้อเฟื้อให้เพิ่ม (ตัฟซีร อัส-สะอฺดีย์)
- อัลลอฮ์จะให้มีอาหารเป็นผลไม้และเนื้อที่เอร็ดอร่อยแก่ชาวสวรรค์
- ชาวสวรรค์จะล้อมวงดื่มกินสุราในสวรรค์เป็นกลุ่มอย่างมีความสุข
- ความสุขในโลกดุนยาเป็นสิ่งที่มนุษย์พยายามเลียนแบบความสุขในสวรรค์
- ความแตกต่างระหว่างสุราในดุนยาและสุราในสวรรค์
- เหล้าของชาวสรรค์ 24.30 - 26.20
- บริกรที่คอยรับใช้ชาวสวรรค์เป็นเด็กหนุ่มที่งดงามเหมือนกับพวกเขาเป็นไข่มุกที่ถูกรักษาไว้อย่างดี
- ความสุขอีกประการหนึ่งของชาวสวรรค์คือ ต้องการเจอมิตรสหาย 29.08 - 32.40
- ชาวสวรรค์จะพูดกันถึงเรื่องราวในอดีตเพื่อเพิ่มความสุขของพวกเขา ณ ปัจจุบันที่พวกเขาประสบความสำเร็จด้วยการเข้าสวรรค์
- ความหมายของคำว่าเตาฟีก หมายถึงการที่อัลลอฮ์ทำให้เราสมปรารถนา ฮิดายะฮ์หมายถึงเส้นทางที่อัลลอฮ์ชี้นำ
- ทั้งเตาฟีกและฮิดายะฮ์ล้วนมาจากอัลลอฮ์ ชาวสวรรค์จะสำนึกถึงบุญคุณของอัลลอฮ์
- การลงโทษด้วย สะมูม หมายถึงพิษที่เข้าสู่ข้างในร่างกาย ซึ่งชาวนรกจะถูกหมกอยู่ในพิษนี้
- การเพียรพยายามในการขอดุอาอ์ต่อพระองค์อัลลอฮ์อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้เป็นชาวสวรรค์ 39.59 - 42.37
- ดุอาอ์สองประเภท คือ ดุอาอ์อิบาดะฮ์ และ ดุอาอ์มัสอะละฮ์
- พระนาม อัล-บัรร์ ของอัลลอฮ์ หมายถึงพระองค์ทรงมีความเอื้อเฟื้ออย่างล้นเหลือกับบ่าวของพระองค์ โดยที่เราไม่ต้องเรียกร้องจากพระองค์
- ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เมื่ออ่านอายะฮ์นี้ นางจะเอามาใช้จริงภาคปฏิบัติด้วยการใช้ขอดุอาอ์ว่า
اللّهُمَّ مُنَّ علينا وقِنَا عَذَابَ السَّمُومِ، إِنَّكَ أَنْتَ البَرَّ الرَّحِيْم




ตอนที่ 5 - อายะฮ์ที่ 29-43

- การเรียนอัลกุรอาน นอกจากจะได้ผลบุญแล้วยังสามารถเอาไปใช้จริงตามสถานการณ์ต่างๆ ที่ต้องพบ
- มีการทวนคำว่า "อัม" หลายครั้งเป็นการตั้งคำถามให้ฉุกคิดในปมต่าง ๆ ที่พวกมุชริกีนใช้ในการอ้างเพราะไม่ยอมศรัทธาต่ออัลลอฮ์
- อัลลอฮ์สั่งให้ท่านนบีทำหน้าที่ในการเชิญชวนต่อไป ไม่ว่าพวกมุชริกีนจะปฏิเสธหรือกล่าวหาท่านอย่างไรก็ตาม
- อัลลอฮ์ได้แก้ปมต่าง ๆ ที่พวกมุชริกีนกล่าวอ้างจนครบ
- ปมแรกที่พวกมุชริกีนกล่าวอ้างก็คือหาว่าท่านนบีเป็นคนเสียสติ
- คำกล่าวหาอื่น ๆ อาทิ กล่าวหาท่านนบีเป็นนักกวีที่คอยสร้างความรำคาญ
- อัลลอฮ์ตั้งคำถามต่อมาว่า พฤติกรรมของพวกมุชริกีนที่แสดงออกมานั้นมาจากสติปัญญาของคนที่มีปัญญาจริงๆ กระนั้นหรือ
- ถ้าไม่เช่นนั้น ก็แสดงว่าเป็นพฤติกรรมของคนที่ละเมิดจาบจ้วงคนอื่นอย่างเสียๆ หายๆ
- หรือพวกเขากล่าวหาว่าอัลกุรอานเป็นการคิดค้นเองของมุฮัมมัด ถ้าอย่างนั้นก็ให้พวกเขาลองเขียนมาใหม่ให้เหมือนอัลกุรอานสักสูเราะฮ์หนึ่งสิ
- หรือพวกเขาคิดว่าเกิดมาเอง หรือคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าเสียเอง หรือคิดว่าพวกเขาคือผู้สร้างท้องฟ้าและแผ่นดิน กระนั้นหรือ ?
- หรือพวกเขามีคลังสมบัติของอัลลอฮ์อยู่ในมือ หรือพวกเขาเป็นคนที่มีอำนาจสามารถควบคุมคนอื่นได้ กระนั้นหรือ ?
- หรือพวกเขามีบันไดที่ใช้ปีนขึ้นไปฟังโองการของอัลลอฮ์
- มีปมอื่นๆ อีกที่อัลลอฮ์ตอบโต้พวกมุชริกีน
- เกร็ด การตัฟซีรแบบวิเคราะห์ตัวเลขในมุมมองของผู้บรรยาย




ตอนที่ 6 - อายะฮ์ที่ 44-49

- หลังจากที่อัลลอฮ์ได้แก้ปมความคลางแคลงต่าง ๆ จนครบแล้ว พวกมุชริกีนก็ยังคงดื้อดึงไม่ยอมศรัทธา
- ความดื้อรั้นของคนที่ไม่ยอมศรัทธาแม้จะเห็นการลงโทษอยู่ต่อหน้าก็ยังพูดหลอกตัวเองว่าเป็นเรื่องอื่น
- ความน่ากลัวของการมองไม่เห็นอะซาบที่อยู่ต่อหน้า
- เวลาที่เจอกับคนที่ดื้อด้านหัวรั้นเราควรจะต้องทำอย่างไร?
- คำสั่งแรกที่อัลลอฮ์ใช้ให้ท่านนบีทำกับคนพวกนี้ คือ ปล่อยพวกเขาไปตามยถากรรมของตนจนกว่าพวกเขาจะเจอกับการลงโทษเอง
- ภัยพิบัติของอัลลอฮ์อาจจะเป็นการลงโทษสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นความเมตตาแก่คนกลุ่มหนึ่ง
- สำหรับกาฟิร ภัยพิบัติคือการลงโทษ สำหรับมุอ์มินคือกัฟฟาเราะฮ์ หรือมูลเหตุแห่งการอภัยโทษก่อนที่พวกเขาจะกลับสู่อาคิเราะฮ์ (22.20-24.28)
- อัลลอฮ์สั่งให้ผู้ศรัทธาอดทนต่อการตัดสินของอัลลอฮ์ที่สั่งให้ทำต่อพฤติกรรมของผู้ปฏิเสธ
- ผู้ศรัทธาต้องอดทนขนาดไหน มีใครที่เจอบททดสอบมากกว่าผู้ศรัทธา จึงอย่ายอมแพ้ความอดทนกับคนที่ไม่ศรัทธา ต้องแข่งอดทน ต้องอดทนมากกว่าเขา (29.00-31.00)
- การรักษาสภาพอะมัลและการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ เพื่อให้เราได้รับชัยชนะในที่สุด
- คำสั่งให้ตัสบีห์เมื่อลุกขึ้นยืน ไม่ว่าจะเป็นการลุกจากที่นอนหรือลุกจากที่นั่งชุมนุม หรือลุกขึ้นมาละหมาด
- แนะนำดุอาอ์ปิดการชุมนุม หรือ กัฟฟาเราะฮ์ อัล-มัจญ์ลิส
- ความอดทนและการตัสบีห์มีความเกี่ยวพันกันอย่างไร การซิกิรเป็นการเสริมแรงความอดทน (36.18-38.05)
- ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตัสบีห์ คือกลางคืนช่วงสุดท้าย
- วิธีที่ดีที่สุดในการเสริมกำลังใจคือการลุกขึ้นมาช่วงท้ายของกลางคืนเพื่อมาเข้าเฝ้าอัลลอฮ์ ร้องเรียนปัญหาที่ตัวเองเจอ
- วิธีแก้ปัญหาตามที่อัลลอฮ์แนะนำ ปรึกษาคนนั้นคนนี้แต่ไม่เคยปรึกษาอัลลอฮ์เลย (39.31-41.35)
- การเตรียมตัวเพื่อให้สามารถลุกขึ้นมาละหมาดกลางคืน ต้องวางแผนตั้งแต่ตอนกลางวัน ไม่อย่างนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยากมากที่จะลุกได้
- ลองปิดเครื่องมือสื่อสารกลางคืนแต่เนิ่น ๆ
- สุนัตสองร็อกอะฮ์ก่อนศุบห์ อยู่ในความหมายของอายะฮ์ที่อัลลอฮ์สั่งให้ตัสบีห์ตอนที่ดวงดาวกำลังจะลับตาไป (43.45-45.38)
- การเกาะฎอละหมาดสุนัตสองร็อกอะฮ์ก่อนศุบห์ เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วดีที่สุด
- สรุปตอนท้าย สูเราะฮ์นี้กำลังพูดถึงการศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ และคนที่ไม่ยอมศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ และวิธีการเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนี้

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564

การใช้ข้อตัดสินอื่นที่ไม่ใช่บทบัญญัติของอัลลอฮ์




การศรัทธาต่ออัลลอฮ์มีความหมายครอบคลุมตั้งแต่การเคารพภักดีต่อพระองค์และการยอมรับต่อหุก่มที่เป็นข้อตัดสินต่าง ๆ ด้วย ต้องยอมรับและพอใจกับข้อตัดสินจากอัลกุรอานและสุนนะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อมีการเห็นไม่ตรงกันในประเด็นต่าง ๆ ทั้งในเรื่องที่เป็นรากฐานหลักของศาสนา หรือสิทธิอื่น ๆ ที่เป็นเรื่องปลีกย่อย ในอัลกุรอานมีคำสั่งจากอัลลอฮ์ที่กล่าวโดยตรงถึงชนชั้นผู้นำและบรรดาประชาชนให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปหาข้อตัดสินของอัลลอฮ์เมื่อมีความขัดแย้งกัน

ในส่วนของผู้นำ อัลลอฮ์ตรัสว่า

﴿ ۞إِنَّ ٱللَّهَ يَأۡمُرُكُمۡ أَن تُؤَدُّواْ ٱلۡأَمَٰنَٰتِ إِلَىٰٓ أَهۡلِهَا وَإِذَا حَكَمۡتُم بَيۡنَ ٱلنَّاسِ أَن تَحۡكُمُواْ بِٱلۡعَدۡلِۚ ﴾ [النساء: 58]

ความว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงใช้ให้พวกเจ้ารักษาความไว้วางใจแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของมัน และเมื่อพวกเจ้าตัดสินระหว่างผู้คนพวกเจ้าก็จะต้องตัดสินด้วยความยุติธรรม” (อัน-นิสาอ์ 58)



สำหรับคนที่เป็นประชาชนผู้ตาม พระองค์ได้ตรัสว่า

﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُوٓاْ أَطِيعُواْ ٱللَّهَ وَأَطِيعُواْ ٱلرَّسُولَ وَأُوْلِي ٱلۡأَمۡرِ مِنكُمۡۖ فَإِن تَنَٰزَعۡتُمۡ فِي شَيۡءٖ فَرُدُّوهُ إِلَى ٱللَّهِ وَٱلرَّسُولِ إِن كُنتُمۡ تُؤۡمِنُونَ بِٱللَّهِ وَٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأٓخِرِۚ ذَٰلِكَ خَيۡرٞ وَأَحۡسَنُ تَأۡوِيلًا 59 ﴾ [النساء: 59]

ความว่า “ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงเชื่อฟังอัลลอฮ์และเชื่อฟังศาสนทูตเถิด และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้าด้วย ถ้าพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใดก็จงนำสิ่งนั่นกลับไปยังอัลลอฮ์และศาสนทูตมาตรว่าพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดีและผลสุดท้ายที่งดงามยิ่ง” (อัน-นิสาอ์ 59)



พระองค์ปฏิเสธความศรัทธาของคนที่ใช้หุก่มของผู้อื่นเป็นข้อตัดสิน ดังที่ได้ตรัสว่า

﴿ أَلَمۡ تَرَ إِلَى ٱلَّذِينَ يَزۡعُمُونَ أَنَّهُمۡ ءَامَنُواْ بِمَآ أُنزِلَ إِلَيۡكَ وَمَآ أُنزِلَ مِن قَبۡلِكَ يُرِيدُونَ أَن يَتَحَاكَمُوٓاْ إِلَى ٱلطَّٰغُوتِ وَقَدۡ أُمِرُوٓاْ أَن يَكۡفُرُواْ بِهِۦۖ وَيُرِيدُ ٱلشَّيۡطَٰنُ أَن يُضِلَّهُمۡ ضَلَٰلَۢا بَعِيدٗا 60 ﴾ [النساء: 60]

ความว่า “เจ้ามิได้มองดูบรรดาผู้ที่อ้างตนว่าพวกเขาศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าและสิ่งที่ถูกประทานลงมาก่อนเจ้าดอกหรือ ? เขาเหล่านั้นต้องการที่จะให้การตัดสินเป็นสิทธิแก่เหล่าฏอฆูต(สิ่งเคารพอื่นนอกจากอัลลอฮ์) ทั้ง ๆ ที่พวกเขาถูกใช้ให้ปฏิเสธมัน และชัยฏอนนั้นต้องการที่จะให้พวกเขาหลงทางออกไปอย่างห่างไกล” (อัน-นิสาอ์ 60)



﴿ فَلَا وَرَبِّكَ لَا يُؤۡمِنُونَ حَتَّىٰ يُحَكِّمُوكَ فِيمَا شَجَرَ بَيۡنَهُمۡ ثُمَّ لَا يَجِدُواْ فِيٓ أَنفُسِهِمۡ حَرَجٗا مِّمَّا قَضَيۡتَ وَيُسَلِّمُواْ تَسۡلِيمٗا 65 ﴾ [النساء: 65]

ความว่า “มิใช่เช่นนั้นดอก ขอสาบานด้วยพระเจ้าของเจ้าว่า เขาเหล่านั้นจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าพวกเขาจะให้เจ้าตัดสินในสิ่งที่ขัดแย้งกันระหว่างพวกเขา แล้วพวกเขาไม่พบความคับใจใด ๆ ในจิตใจของพวกเขาจากสิ่งที่เจ้าได้ตัดสินใจและพวกเขายอมจำนนด้วยดี” (อัน-นิสาอ์ 65)

การใช้หุก่มอื่นเป็นปัจจัยที่จะนำไปสู่กุฟร์ได้เช่นที่อัลลอฮ์ตรัสว่า

﴿ وَمَن لَّمۡ يَحۡكُم بِمَآ أَنزَلَ ٱللَّهُ فَأُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡكَٰفِرُونَ 44 ﴾ [المائدة: 44]

ความว่า “และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ประทานลงมา ชนเหล่านี้แหละคือผู้ปฏิเสธการศรัทธา” (อัล-มาอิดะฮ์ 44)



เมื่อมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องใดระหว่างนักปราชญ์ ก็จำเป็นที่จะต้องกลับไปหาข้อตัดสินของอัลลอฮ์ในทุกเรื่องทุกประเด็น ข้อตัดสินที่ยอมรับได้ต้องสอดคล้องกับอัลกุรอานและสุนนะฮ์เท่านั้น โดยไม่มีอคติหรือยึดติดอยู่กับตัวบุคคลหรือทัศนะใดเป็นการเฉพาะ และต้องใช้กับทุกเรื่องไม่ใช่แค่ในเรื่องข้อขัดแย้งส่วนบุคคลเท่านั้น เพราะอิสลามนั้นเกี่ยวข้องกันทั้งหมดไม่ได้แยกส่วนหนึ่งส่วนใดออกไปต่างหากจากการดำรงชีวิต บรรดาผู้ติดตามนักปราชญ์ทั้งหลายที่เป็นผู้นำมัซฮับเองก็จะต้องนำคำพูดและทัศนะของนักปราชญ์ที่พวกเขานับถือกลับไปสู่อัลกุรอานและสุนนะฮ์ด้วยเช่นกัน อะไรที่สอดคล้องกับอัลกุรอานและสุนนะฮ์ให้เอามาใช้ อะไรที่ไม่สอดคล้องก็ต้องปล่อยไปโดยไม่มีทิฐิหรืออคติมาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอะกีดะฮ์หรือหลักความเชื่อความศรัทธา เพราะผู้นำมัซฮับทั้งหลายต่างก็สั่งเสียเป็นเสียงเดียวกันเช่นนี้กันทุกคน คือให้กลับไปหาอัลกุรอานและสุนนะฮ์ ใครที่ไม่ได้ทำตามที่กล่าวมาย่อมไม่ใช่ผู้ติดตามพวกเขาอย่างแท้จริงแม้จะอ้างตัวว่าเป็นผู้ติดตามพวกเขาก็ตามที

การที่อัลลอฮ์ปฏิเสธความศรัทธาจากคนที่ไม่ได้ใช้ข้อตัดสินของอัลลอฮ์เป็นหลักฐานชี้ให้เห็นว่า การใช้บทบัญญัติของอัลลอฮ์นั้นย่อมเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับความศรัทธา ความเชื่อ และเป็นอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ เป็นสิ่งที่มุสลิมทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติเป็นหลักศาสนา การใช้ข้อตัดสินและบทบัญญัติของอัลลอฮ์ต้องไม่ทำเพียงเพราะเห็นว่ามันดีที่สุดและมีประโยชน์ที่สุดต่อมนุษย์ โดยลืมจุดประสงค์หลักของมัน นั่นคือเป็นการยอมรับและเป็นอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ก่อนจุดประสงค์อื่นใดทั้งสิ้น

﴿ وَإِذَا دُعُوٓاْ إِلَى ٱللَّهِ وَرَسُولِهِۦ لِيَحۡكُمَ بَيۡنَهُمۡ إِذَا فَرِيقٞ مِّنۡهُم مُّعۡرِضُونَ 48 وَإِن يَكُن لَّهُمُ ٱلۡحَقُّ يَأۡتُوٓاْ إِلَيۡهِ مُذۡعِنِينَ 49 ﴾ [النور: 48، 49]

ความว่า “และเมื่อพวกเขาได้รับการเชิญชวนเรียกร้องไปสู่อัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์เพื่อให้ตัดสินระหว่างพวกเขา เมื่อนั้นฝ่ายหนึ่งจากพวกเขาพากันผินหลังให้ และหากว่ามีผลประโยชน์อยู่ข้างพวกเขาแล้ว พวกเขาจะรีบมาหาเขาอย่างนอบน้อมโดยทันที” (อัน-นูร 48-49)



จะเห็นว่าในอายะฮ์นี้พูดถึงคนบางกลุ่มที่ใช้ข้อตัดสินของอัลลอฮ์ในประเด็นที่พวกเขามองว่ามีผลประโยชน์กับตัวเองเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ไม่ตรงกับความต้องการหรือความปรารถนาของตนพวกเขาก็จะละทิ้งไป เพราะพวกเขาไม่ได้เคารพอิบาดะฮ์และยอมรับอัลลอฮ์อย่างแท้จริง



หุก่มของผู้ที่ใช้ข้อตัดสินอื่นนอกจากบทบัญญัติของอัลลอฮ์


﴿ وَمَن لَّمۡ يَحۡكُم بِمَآ أَنزَلَ ٱللَّهُ فَأُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡكَٰفِرُونَ 44 ﴾ [المائدة: 44]

ความว่า “และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ประทานลงมา ชนเหล่านี้แหละคือผู้ปฏิเสธการศรัทธา” (อัล-มาอิดะฮ์ 44)



จากอายะฮ์นี้ได้ข้อสรุปว่าการใช้บทบัญญัติอื่นเป็นข้อตัดสินนั้นถือว่าเข้าข่ายกุฟร์(การปฏิเสธศรัทธา) เพียงแต่กุฟร์นั้นก็แบ่งได้สองประเภท บางประเภทก็ทำให้บุคคลหลุดพ้นจากสภาพการเป็นมุสลิม และบางประเภทนั้นเป็นกุฟร์เล็กไม่ได้เป็นเหตุให้พ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยและสภาพของผู้ที่กระทำความผิดดังกล่าว

ถ้าเขาทำด้วยความเชื่อว่าการใช้ข้อตัดสินของอัลลอฮ์ไม่ได้วาญิบหรือไม่ใช่สิ่งจำเป็นและทำด้วยความเจตนาและตั้งใจเองโดยไม่มีใครบังคับ หรือดูถูกข้อตัดสินของอัลลอฮ์ หรือเชื่ออย่างหมดใจว่าบทบัญญัติอื่น ๆ ดีกว่าบทบัญญัติของอัลลอฮ์ หรือเชื่อว่าบทบัญญัติของอัลลอฮ์ไม่เหมาะกับยุคสมัย หรือกระทำลงไปเพื่อเอาใจบรรดากาฟิรและมุนาฟิก กรณีเหล่านี้ถือว่าเข้าข่ายกุฟร์ใหญ่ที่ทำให้หลุดจากสภาพการเป็นมุสลิมได้

แต่ถ้าหากเขารู้และเชื่อว่าบทบัญญัติของอัลลอฮ์นั้นดีกว่าแต่ยังไปใช้บทบัญญัติอื่นทั้งที่รู้ดีว่าต้องได้รับโทษจากการกระทำเช่นนี้เพราะมันเป็นบาป กรณีนี้ถือว่าเป็นกุฟร์เล็กที่ไม่ได้ทำให้หลุดพ้นจากสภาพการเป็นมุสลิม

ถ้าหากเขาไม่รู้บทบัญญัติของอัลลอฮ์ว่าแท้จริงเป็นอย่างไร แล้วเขาก็พยายามวินิจฉัยอย่างสุดความสามารถแต่ได้ข้อสรุปที่ไม่ถูกต้องกับบทบัญญัติที่แท้จริง กรณีนี้เขาจะได้รับผลบุญจากความพยายามในการวินิจฉัย ส่วนความผิดพลาดดังกล่าวของเขาก็จะได้รับการอภัยอีกด้วย

อย่างไรก็ตามคำอธิบายข้างต้นนี้ใช้กับการตัดสินในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกรณีส่วนบุคคล แต่หากเป็นกรณีการตัดสินในภาพรวมเกี่ยวกับหลักการของศาสนาย่อมจะแตกต่างออกไป เช่นกรณีที่ดัดแปลงสัจธรรมของศาสนาให้เป็นเรื่องเท็จ ทำเรื่องเท็จให้เป็นเรื่องจริง ทำสุนนะฮ์ให้เป็นบิดอะฮ์ ทำบิดอะฮ์ให้เป็นสุนนะฮ์ สั่งให้ทำในสิ่งที่อัลลอฮ์ห้าม สั่งห้ามในสิ่งที่อัลลอฮ์บัญชาให้ทำ ฯลฯ กรณีเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยในการตัดสินของอัลลอฮ์ เพราะเป็นเรื่องที่ทำลายหลักความเชื่อความศรัทธาของมุสลิมและตรงกันข้ามกับเตาฮีดอันเป็นแกนหลักของศาสนานั่นเอง วัลลอฮุอะอฺลัม



--------------------

แปลสรุปโดยสังเขปจากหนังสือ อัต-เตาฮีด ของท่านเชคศอลิห์ บิน เฟาซาน อัล-เฟาซาน หน้า 48-53

โดย ซุฟอัม อุษมาน