วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568

รู้จักพระเจ้า - ซุฟอัม อุษมาน

 


มารู้จักพระเจ้ากันเถิด

 

เหตุใดมนุษย์จำเป็นต้องรู้จักพระเจ้า?

มนุษย์จำเป็นต้องรู้จักพระเจ้าด้วยเหตุผลหลายประการที่สำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงกับการดำรงชีวิตในโลกนี้และชีวิตหลังความตาย

  • เพื่อรู้เป้าหมายและหนทางในการกลับคืนสู่พระองค์ มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเอง และเมื่อหมดลมหายใจก็จะจากโลกนี้ไป การรู้จักพระเจ้าทำให้เราเข้าใจว่าเราจะต้องกลับไปหาผู้ทรงสร้างเรามา ชีวิตในโลกนี้จึงเป็นการเตรียมตัวสำหรับชีวิตนิรันดร์ในโลกหลังความตาย การรู้จักพระเจ้าช่วยให้มนุษย์รู้ว่าเป้าหมายของชีวิตอยู่ที่ใด และรู้วิธีการที่จะกลับไปหาพระองค์ เมื่อได้ยินข่าวการตาย ศาสนาอิสลามสอนให้กล่าวว่า

إنا لله وإنا إليه راجعون

อินนาลิลลาฮ์ วะอินนา อิลัยรอญิอูน

"แท้จริงเราเป็นของอัลลอฮ์ และยังพระองค์ที่เราจะต้องกลับไป"

นอกจากนี้ การละหมาดยังสอนให้มนุษย์วิงวอนขอ "ทางที่เที่ยงตรง" เพื่อนำทางกลับไปหาพระองค์

  • เพื่อความรอดพ้นและการป้องกันจากการลงโทษ การรู้จักพระเจ้าช่วยให้มนุษย์สามารถเลือกหนทางที่นำไปสู่ความรอดปลอดภัยจากการถูกลงโทษในโลกหน้าได้
  • เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในการพึ่งพิงและหาที่ยึดเหนี่ยว มนุษย์มีคุณสมบัติที่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ และต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่งพิง เนื่องจากมนุษย์อ่อนแอ และกลัวสิ่งสองอย่างคือ กลัวไม่ปลอดภัยและกลัวไม่มีกิน อย่างไรก็ตาม หากมนุษย์ไม่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง อาจจะไปพึ่งพาสิ่งที่ตนเองคิดว่าจะคุ้มครองได้ เช่น ตะกรุด เครื่องรางของขลัง หรือการสะสมทรัพย์สินด้วยความโลภ แต่เมื่อรู้จักพระเจ้า มนุษย์จะเชื่อว่าพระองค์คือผู้คุ้มครองและผู้ประทานปัจจัยยังชีพ ทำให้ไม่ต้องกลัวเรื่องความอดอยากหรือต้องพึ่งพาสิ่งอื่นใด
  • เพื่อเข้าใจสถานะของตนเองในฐานะผู้ถูกสร้างและเป็นบ่าวของพระองค์ การรู้จักพระเจ้าจะช่วยให้มนุษย์วางตัวได้อย่างถูกต้อง โดยเข้าใจว่าตนเองเกิดมาในฐานะบ่าวที่ต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ การทำตามคำสั่งของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นศาสนกิจหรือการดำเนินชีวิตประจำวัน หากทำด้วยความศรัทธาและตามแบบอย่างที่ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นการแสดงความเคารพภักดีต่อพระองค์และได้รับผลตอบแทนที่ดี
  • เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุนและได้รับผลตอบแทนที่ดีในชีวิต คัมภีร์กุรอานกล่าวว่า

﴿ إِنَّ ٱلۡإِنسَٰنَ لَفِي خُسۡرٍ 2 إِلَّا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ وَعَمِلُواْ ٱلصَّٰلِحَٰتِ ﴾ [العصر: 2،  3] 

"แท้จริงมนุษย์เป็นผู้ที่ขาดทุนอย่างแน่นอน เว้นแต่ผู้ที่ศรัทธาและกระทำความดี"

การศรัทธาในพระเจ้าพร้อมกับการกระทำความดี จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากมนุษย์กระทำความดีด้วยเจตนาเพื่อพระองค์ การงานนั้นจะถูกตอบแทนและถือว่าเป็นการถวายแด่พระเจ้า แม้แต่การคิดดีก็ได้รับรางวัลตอบแทนหนึ่งความดี และการคิดชั่วแล้วละทิ้งความชั่วก็ยังได้รับหนึ่งความดี การมีศรัทธาในพระเจ้าจึงไม่ทำให้ขาดทุน แต่การไม่มีศรัทธาต่างหากที่ทำให้ขาดทุน เพราะไม่รู้ว่าตนเองจะใช้ชีวิตเพื่อใครและอย่างไร

  • เพื่อยกระดับจิตวิญญาณและชำระล้างจิตใจ การรู้จักคุณสมบัติและพระนามของพระเจ้า เช่น การเป็นผู้ให้อภัย, ผู้ทรงเมตตา, ผู้ทรงกรุณาปรานี จะช่วยให้มนุษย์ได้นำคุณสมบัติเหล่านี้มาใช้ในการดำเนินชีวิต เช่น การให้อภัยผู้อื่นเมื่อถูกทำให้โกรธ หรือการหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้ การกระทำเช่นนี้เป็นการยกระดับจิตวิญญาณและทำให้จิตใจบริสุทธิ์และสูงส่งขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเข้าใกล้พระองค์มากขึ้น

 

มนุษย์จะรู้จักพระเจ้าได้อย่างไร?

มนุษย์จะรู้จักพระเจ้าได้อย่างไรนั้น สามารถพิจารณาได้จากหลายแง่มุมดังนี้:

  • โดยคุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ที่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และต้องการที่ยึดเหนี่ยว มนุษย์มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งคือ เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ไพศาล และต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวเป็นสรณะ เนื่องจากมนุษย์อ่อนแอและกลัวสิ่งสองอย่างคือ กลัวไม่ปลอดภัยและกลัวไม่มีกิน ก่อนที่วิญญาณมนุษย์จะเข้ามาจุติในร่าง พระองค์ทรงให้ดวงวิญญาณได้ยืนยันกับพระองค์ก่อนว่า พระองค์คือพระผู้เป็นเจ้าของดวงวิญญาณทั้งหลาย
  • ผ่านการแนะนำตัวของพระเจ้าและศาสดาผู้เผยแผ่ พระเจ้าได้แนะนำพระองค์เองมาโดยตลอด ตั้งแต่มีมนุษย์บนโลกใบนี้ และมนุษย์ก็ได้รับการแนะนำให้รู้จักพระเจ้ามาโดยตลอด พระองค์ได้ทรงส่งศาสดา (นบี) มาเพื่อบอกให้มนุษย์ได้รู้ว่าพระองค์เป็นผู้คุ้มครองและเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพ ศาสดาทั้งหลาย เช่น โมเสส, พระเยซู, และท่านนบีมุฮัมมัด ล้วนมายืนยันหลักศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว ศาสดาไม่ได้คิดคำสอนขึ้นมาเอง แต่พระเจ้าเป็นผู้บอกให้ศาสดามาสั่งสอนมนุษย์
  • จากการศึกษาคัมภีร์และวจนะของพระเจ้า คัมภีร์อัลกุรอานกล่าวถึงการมีอยู่ของพระเจ้าองค์เดียวและคุณสมบัติของพระองค์ อัลกุรอานซึ่งเป็นพระดำรัสของพระเจ้าที่ประทานให้แก่มนุษย์ผ่านท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ระบุว่า

﴿ قُلۡ هُوَ ٱللَّهُ أَحَدٌ 1 ٱللَّهُ ٱلصَّمَدُ 2 ﴾ [الإخلاص: 1،  2] 

"จงกล่าวเถิด พระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดียว พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของสิ่งทั้งหมด"

หรือแม้กระทั่งคัมภีร์โบราณบางเล่ม เช่น คัมภีร์พระเวท, พระไตรปิฎก (อรรถกถา), ไบเบิล ก็ล้วนมีการกล่าวถึงการมีอยู่ของพระเจ้าองค์เดียวและคุณสมบัติของพระองค์ เช่น คัมภีร์ไบเบิล กล่าวถึงพระเจ้าว่าเป็นผู้สร้างฟ้าสวรรค์และสิ่งบนโลกนี้ และไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีก คัมภีร์พระเวท ซึ่งมาก่อนศาสนาพุทธ ก็กล่าวว่าพระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีผู้ใดสมควรได้รับการกราบไหว้นอกจากพระองค์และโลกนี้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากพระองค์ แม้ว่าจะมีส่วนอื่นๆ ในคัมภีรเหล่านี้ที่ถูกบิดเบือนไปตามกาลเวลาและยุคสมัยก็ตาม นอกจากอัลกุรอานที่ยังคงรักษาความเที่ยงตรงไว้ตลอดไป

  • โดยการเรียนรู้และเข้าใจคุณสมบัติและพระนามของพระองค์ การรู้จักพระเจ้าไม่ได้หมายถึงแค่การเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่ แต่ต้อง เชื่อในคุณสมบัติและพระนามของพระองค์ทั้งหมด การรู้จักคุณสมบัติของพระเจ้า เช่น ทรงเป็นผู้ทรงประเสริฐ, ผู้ทรงให้อภัย, ผู้ทรงกรุณาปรานี, ผู้ทรงเมตตา, ผู้ทรงเห็น, ผู้ทรงได้ยิน, ผู้ทรงรอบรู้ จะช่วยให้มนุษย์สามารถนำคุณสมบัติเหล่านั้นมาใช้ในการดำเนินชีวิต การนำคุณสมบัติของพระองค์มาใช้ เช่น การให้อภัยผู้อื่น หรือการช่วยเหลือผู้ยากไร้ เป็นการยกระดับจิตวิญญาณและทำให้จิตใจบริสุทธิ์และสูงส่งขึ้น
  • จากการสังเกตสิ่งถูกสร้างและระบบระเบียบในจักรวาล การมีอยู่ของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอาคารสูงหลายสิบชั้น แสดงถึงความมั่งคั่งและความสามารถของผู้เป็นเจ้าของ เช่นเดียวกับโลกและจักรวาลที่มีระบบระเบียบ การโคจรของดวงดาว และบรรยากาศ 7 ชั้นที่คอยปกป้องมนุษย์ ล้วนเป็นหลักฐานโดยปริยายที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของพระเจ้าผู้ทรงสร้าง มนุษย์สามารถประดิษฐ์ดาวเทียมที่มองเห็นความเคลื่อนไหวบนโลกได้ พระเจ้าผู้สร้างมนุษย์ก็ย่อมมองเห็นการกระทำของมนุษย์ได้เช่นกัน

 

คุณลักษณะของพระเจ้า

ในการอธิบายของศาสนาอิสลาม พระเจ้า (อัลลอฮ์) มีคุณลักษณะและพระนามอันงดงามมากมาย ซึ่งเป็นที่มาของการรู้จักพระองค์สำหรับมนุษย์ การรู้จักพระเจ้าไม่ได้หมายถึงแค่การเชื่อว่าพระองค์มีอยู่ แต่ต้อง เชื่อในคุณสมบัติและพระนามของพระองค์ทั้งหมด คุณลักษณะสำคัญของพระเจ้าในการอธิบายของศาสนาอิสลาม ตัวอย่างบางส่วน อาทิ:

  • ความเป็นหนึ่งเดียว (เตาฮีด):
    • พระองค์ทรงเป็น หนึ่งเดียว (อะฮัด) ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของสิ่งทั้งหมด
    • เตาฮีด หมายถึง การรวมให้เป็นหนึ่ง คือการเชื่อว่าอัลลอฮ์เท่านั้นที่เป็นพระเจ้าสูงสุด ควรค่าแก่การเคารพสักการะ เป็นผู้ทรงสร้าง ทรงบริหาร ดูแล และคุ้มครองทุกสิ่ง และเป็นผู้ที่มนุษย์ต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม
  • ผู้ทรงสร้างและผู้ดูแลจักรวาล:
    • พระองค์ทรงเป็น ผู้สร้าง (อัล-คอลิก) ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และสิ่งบนโลกนี้
    • พระองค์ทรงเป็น ผู้ทรงกำเนิดสิ่งทั้งปวง และเป็น ผู้ที่ทรงกำหนดกฎระเบียบและนำทางทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เป็นไปตามที่พระองค์ทรงกำหนดไว้
    • พระองค์ทรงเป็น ผู้ดูแล (ร็อบบ์) หรือผู้ทรงอภิบาลของโลกทั้งหลาย ไม่ใช่แค่โลกนี้ใบเดียว แต่รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งบนดิน ในน้ำ และดาวอื่นๆ อีกแสนล้านดวง
    • โลกนี้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากพระองค์ และยังคงอยู่ตราบใดที่พระองค์ทรงรักษามันไว้
  • ผู้ทรงอยู่เหนือกฎธรรมชาติและจินตนาการของมนุษย์:
    • พระองค์ไม่เหมือนกับสิ่งใดที่มองเห็นได้ มนุษย์จึงไม่สามารถจินตนาการ วาดรูป หรือปั้นรูปพระเจ้ามาเคารพสักการะได้
    • พระองค์ ทรงไม่มีลูกหรือพ่อ และไม่จำเป็นต้องมีคู่ครองเพื่อมีกำเนิด การที่พระองค์ให้ท่านนบีอีซา (พระเยซู) เกิดมาโดยไม่มีพ่อ ก็เพื่อแสดงถึง อำนาจของพระองค์ที่อยู่เหนือกฎธรรมชาติ
    • พระองค์ อยู่เหนือกาลเวลา และ ไม่พึ่งพาสิ่งใด ในขณะที่สรรพสิ่งทั้งหลายพึ่งพาพระองค์
  • คุณสมบัติแห่งการมีอยู่และความสมบูรณ์:
    • พระองค์ทรงเป็น ผู้ทรงสัตย์จริง (ผู้รักษาคำมั่นสัญญา)
    • พระองค์ทรงเป็น ผู้ทรงชีวิน (ผู้ทรงชีวิต) และ ไม่มีวันตาย พระองค์จะยังคงอยู่เพียงผู้เดียวเมื่อโลกสิ้นสลาย
    • พระองค์ทรง ดำรงอยู่ได้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้ว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ได้อย่างไร
  • คุณสมบัติแห่งความรักและความเมตตา:
    • พระองค์ทรงเป็น ผู้ทรงกรุณาปรานี (อัร-เราะฮ์มาน) และ ผู้ทรงเมตตา (อัร-เราะฮีม) เสมอ
    • ความกรุณาปรานีของพระองค์เห็นได้ในโลกนี้ ที่พระองค์ประทานแสงแดด น้ำฝน อาหารให้แก่ทุกชีวิต ส่วน ความเมตตาของพระองค์ (อัร-เราะฮีม) จะประทานให้แก่ดวงวิญญาณที่มีความศรัทธาในโลกหน้า เพื่อเป็นผลตอบแทน
    • พระองค์ทรงเป็น ผู้ทรงให้อภัย (อัล-ฆ็อฟฟาร) เสมอ และ จะพยายามหาทางให้อภัยความผิดทุกอย่าง ของมนุษย์ เว้นแต่การชิริกหรือบูชาสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์ หากมนุษย์บนโลกนี้ไม่ทำผิดเลย พระองค์ก็จะสร้างมนุษย์รุ่นใหม่ขึ้นมาเพื่อให้มีผู้ที่ทำผิด เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงให้อภัย
  • คุณสมบัติแห่งการรับรู้และการตัดสิน:
    • พระองค์ทรงเป็น ผู้ทรงเห็น (อัล-บะซีร) ทุกการกระทำของมนุษย์ เปรียบได้กับการที่มนุษย์สร้างดาวเทียมที่โคจรรอบโลกและมองเห็นความเคลื่อนไหวบนโลกได้ พระองค์ผู้สร้างมนุษย์ก็ย่อมมองเห็นการกระทำของมนุษย์ได้เช่นกัน
    • พระองค์ทรงเป็น ผู้ทรงได้ยิน (อัส-สะมีอฺ) แม้กระทั่งเสียงกระซิบในความคิดของมนุษย์
    • พระองค์ทรงเป็น ผู้ทรงรอบรู้ (อัล-อะลีม)
    • พระองค์ทรงเป็น ผู้ทรงคุ้มครอง (อัล-ฮาฟิซ)
    • พระองค์ทรงเป็น ผู้ทรงเห็นคุณค่า (อัช-ชะกูร) หมายถึง ผู้ที่เห็นคุณค่าในการงานของบ่าว หากมนุษย์ทำความดีด้วยเจตนาเพื่อพระเจ้า พระองค์จะทรงตอบแทน แม้กระทั่งการคิดดีก็ได้รับรางวัล หากเจตนาทำดี แต่ยังไม่ได้ปฏิบัติก็ได้รับผลบุญแล้วหนึ่งความดี และหากทำดี จะได้รับผลบุญ 10 เท่า หากคิดชั่วแต่ไม่ทำ พระองค์ก็ยังให้ผลตอบแทนเป็นความดีหนึ่งอย่าง

อัลลอฮ์คือพระเจ้าที่แท้จริง

อัลลอฮ์ คือพระนามเฉพาะของพระเจ้าในศาสนาอิสลาม และการกล่าวว่า "อัลลอฮ์คือพระเจ้าที่แท้จริง" หมายถึงการยืนยันถึง

    • ความเป็นหนึ่งเดียวและสูงสุด: มีเพียง อัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้นที่ทรงเป็นพระเจ้า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์ และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนหรือเป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ พระองค์ทรงเป็น ผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่มีที่สอง
    • ผู้ทรงสร้างและดูแลทุกสรรพสิ่ง: พระองค์คือ ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลก และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดพระองค์ทรง บริหาร ดูแล และคุ้มครอง ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง รวมถึง ประทานปัจจัยยังชีพ ให้แก่มนุษย์และสรรพสัตว์ พระองค์ทรงเป็น ผู้กำหนดกฎระเบียบและนำทางทุกสิ่ง ให้เป็นไปตามที่พระองค์ทรงกำหนด
    • ผู้ทรงอยู่เหนือขีดจำกัดใดๆ: ไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ มนุษย์จึงไม่สามารถจินตนาการ วาดรูป หรือปั้นรูปเคารพเพื่อบูชาพระองค์ได้ พระองค์ ดำรงอยู่ด้วยพระองค์เอง และทรงอยู่เหนือกาลเวลา โดยไม่มีวันตายพระองค์ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งใด ในขณะที่ทุกสรรพสิ่งต้องพึ่งพาพระองค์
    • ผู้สมควรแก่การเคารพสักการะและเชื่อฟังแต่เพียงผู้เดียว: การศรัทธาในอัลลอฮ์ในฐานะพระเจ้าที่แท้จริง หมายถึงการมอบความเคารพสักการะและการปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว พระองค์ทรงเป็น สิ่งยึดเหนี่ยว (สรณะ) แต่เพียงผู้เดียว ที่มนุษย์ต้องการ

 

คุณค่าจากการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ พระเจ้าที่แท้จริง

การศรัทธาในพระเจ้า (อัลลอฮ์) ในศาสนาอิสลามนำมาซึ่งประโยชน์และคุณค่ามากมายต่อชีวิตมนุษย์ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า คุณประโยชน์เหล่านี้ช่วยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข มีหลักยึดมั่น และเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตนิรันดร์

คุณประโยชน์จากการศรัทธาในพระเจ้าที่แท้จริง ได้แก่:

  • ความรอดพ้นและจุดมุ่งหมายของชีวิต
    • การรู้จักพระเจ้าทำให้มนุษย์ รู้ว่าตนเองมีสถานะเป็นบ่าวที่ต้องเชื่อฟังพระเจ้า ซึ่งเป็นนาย
    • มนุษย์จะเข้าใจว่าตนไม่ได้เกิดมาเอง และวันหนึ่งจะต้องจากโลกนี้ไป โดยมี จุดหมายปลายทางคือการกลับไปหาพระเจ้าผู้ทรงสร้าง
    • การศรัทธาทำให้มนุษย์ รู้จักวิธีการกลับไปหาพระเจ้า และรู้ว่าในที่สุดจะต้องกลับไปยืนต่อหน้าพระองค์เพื่อตอบคำถามในการกระทำที่ผ่านมา
    • นำไปสู่ ความรอดปลอดภัยจากการถูกลงโทษในโลกหน้า และเป็น ทางรอดที่แท้จริงในโลกหน้า
  • ความสงบทางจิตใจและหลักยึดมั่น
    • มนุษย์จะมีความเชื่อมั่นในคุณสมบัติของพระเจ้า ซึ่งทำให้ ดำเนินชีวิตด้วยความสุข และ ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวหรือกังวลต่อสิ่งใดๆ
    • ไม่จำเป็นต้อง เกรงกลัวผู้ใด หรือแสวงหาเครื่องรางของขลัง ตะกรุด มาคุ้มครอง เพราะเชื่อว่า พระเจ้าทรงคุ้มครอง อยู่แล้ว
    • ไม่จำเป็นต้อง กลัวว่าจะอดตาย เพราะพระเจ้าทรงเป็น ผู้ประทานปัจจัยยังชีพ
    • การศรัทธาช่วยให้มี หลักยึดมั่นและสิ่งควบคุมใจ มนุษย์ทุกคนมีความต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวเป็นสรณะ และพระเจ้าทรงเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวแต่เพียงองค์เดียว
  • การยกระดับจิตวิญญาณและผลตอบแทน
    • การศรัทธาและการกระทำความดี จะทำให้การงานในชีวิตประจำวัน กลายเป็นผลบุญ แม้เพียงแค่คิดดีก็ได้รับผลบุญแล้วหนึ่งความดี และหากนำเจตนาดีไปปฏิบัติ จะได้รับผลบุญตอบแทนถึง 10 เท่า
    • ในทางกลับกัน หากคิดชั่ว พระองค์ยังไม่คิดว่าเป็นบาป แต่หากทำชั่ว พระองค์จะคิดเป็นบาปเพียงหนึ่งเดียว พระองค์จะพยายามหาทางให้มนุษย์ได้รับความดีอยู่ตลอดเวลา
    • พระเจ้าทรงเป็น "อัช-ชะกูร" (Appreciative) หมายถึง ผู้ที่เห็นคุณค่าในการงานของบ่าว และจะทรงตอบแทนให้
    • พระเจ้าทรงเป็น ผู้ทรงให้อภัย (อัล-ฆ็อฟฟาร) เสมอ หากมนุษย์ไม่บูชาสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์ พระองค์จะ ให้อภัยบาปทุกอย่าง และการให้อภัยโทษนี้เป็น เงื่อนไขแรกในการเข้าสู่สวรรค์ ของพระองค์
    • มนุษย์ได้รับคุณสมบัติบางประการจากพระเจ้า เช่น การมองเห็น การได้ยิน การให้อภัย การมีเมตตา การนำคุณสมบัติเหล่านี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การให้อภัยผู้อื่น จะทำให้ จิตใจเบิกบาน ความเครียดและความแค้นหมดไป และเป็นการ ยกระดับด้านจิตวิญญาณให้เข้าใกล้พระเจ้า
    • การทำความดีกับผู้อื่น เช่น การบริจาคทาน การยิ้มให้ การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส หรือแม้แต่การนำสิ่งกีดขวางออกจากถนน ก็เป็นการแสดงออกถึงการเคารพภักดีต่อพระเจ้า และ เป็นการยกระดับจิตวิญญาณ ด้วยเช่นกัน
  • ชีวิตไม่ขาดทุน
    • คัมภีร์กุรอานกล่าวว่า "แท้จริงมนุษย์เป็นผู้ที่ขาดทุนอย่างแน่นอน เว้นแต่ผู้ที่ศรัทธาและกระทำความดี" ดังนั้น การศรัทธาในพระเจ้าจึง ไม่ทำให้ชีวิตขาดทุน แต่ตรงกันข้าม การไม่ศรัทธาทำให้ไม่รู้ว่าชีวิตจะทำเพื่อใครและจะดำเนินชีวิตอย่างไร
    • ผู้ศรัทธาจะได้รับทั้ง ความกรุณาปรานีในโลกนี้ และ รางวัลตอบแทนในรูปของความเมตตาจากพระเจ้าในโลกหน้า ซึ่งผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการได้เป็นชาวสวรรค์

 

การรู้จักพระเจ้าและการศรัทธาดังกล่าวทำให้มนุษย์ รู้จักจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของชีวิต คือการกลับไปหาพระเจ้า และ รู้วิธีการที่จะได้รับความรอดพ้น ซึ่งเป็นการเตรียมตัวสำหรับชีวิตนิรันดร์ในโลกหน้า นอกจากนี้ ยังนำมาซึ่ง ความสงบทางจิตใจและหลักยึดมั่น เพราะเชื่อมั่นในการคุ้มครอง ปัจจัยยังชีพ และการให้อภัยของพระองค์ การทำความดีทุกอย่างที่กระทำด้วยเจตนาเพื่อพระองค์ จะกลายเป็นผลบุญ และช่วย ยกระดับจิตวิญญาณ ของมนุษย์ให้เข้าใกล้พระองค์ ผู้ศรัทธาจะได้รับทั้งความกรุณาปรานีในโลกนี้ และรางวัลตอบแทนในรูปของความเมตตาจากพระเจ้าในโลกหน้า ทำให้ชีวิตไม่ขาดทุนและได้รับผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่

 

-----------

เรียบเรียงโดยสรุปจากการบรรยายหัวข้อ รู้จักพระเจ้า รู้จักตัวเอง โดย อ.บรรจง บินกาซัน

https://www.youtube.com/watch?v=gUuh1bYHrE8

#แนะนำอิสลาม #สนใจอิสลาม #รับอิสลาม #มุสลิมใหม่

 


วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568

คุฏบะฮ์ อีดิลอัฎฮา - บทเรียนจากนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม - ซุฟอัม อุษมาน

 



คุฏบะฮฺอีดอัฎฮา 
“บทเรียนจากนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม”

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته.

اللهُ أَكبرُ (9 ครั้ง)  اللهُ أَكبرُ كبيرا وَالحمدُللهِ كَثِيْراً وَسُبْحَانَ اللهِ بُكْرَةً وَأَصِيْلاً.
إِنَّ الْحَمْدَ للهِ، نَحْمَدُهُ وَنَسْتَغِيْنُهُ وَنَسْتَغْفِرُهُ وَنَتُوْبُ إِلَيْهِ، وَنَعُوْذُ بِاللهِ مِنْ شُرُوْرِ أَنْفُسِنَا وَمِنْ سَيِّئَاتِ أَعْمَالِنَا، مَنْ يَهْدِهِ اللهُ فَلاَ مُضِلَّ لَهُ، وَمَنْ يُضْلِلْ فَلاَ هَادِيَ لَهُ. وَأَشْهَدُ أَنْ لاَ إِلهَ إِلاَّ اللهُ وَحْدَهُ لاَ شَرِيكَ لَهُ، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُوْلُهُ. اللّهُمَّ صَلِّ وَسَلِّمْ وَبَارِكْ عَلى نَبِيِّنَا مُحَمَّدٍ وَعَلى آلَهِ وَصَحْبِهِ أَجْمَعِيْنَ.
أَمَّا بَعْدُ، فَيَا أَيُّهَا الْمُسْلِمُوْنَ، واتَّقُوا اللهَ تَعَالى وَأَطِيْعُوْهُ وَقُومُوا للهِ قَانِتِيْنَ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُوْنَ.

พี่น้องชาวมุสลิมผู้ร่วมละหมาดอีดทุกท่าน

โอ้พี่น้องชาวมุสลิม จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง จงเชื่อฟังพระองค์ และจงยืนหยัดอย่างนอบน้อมเพื่อที่พวกท่านจะได้รับความสำเร็จ

เรามาร่วมกันชุโกร (ขอบคุณ) ต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงประทานความเมตตาแก่เรามากมายเหลือล้น โดยเฉพาะในวันนี้ที่พี่น้องมุสลิมทั่วโลกพากันเฉลิมฉลองอีดิลอัฎฮา พร้อม ๆ กับบรรดาแขกของอัลลอฮฺที่กำลังประกอบพิธีฮัจญ์ ณ มหานครมักกะฮฺ หลังจากที่เมื่อวานพวกเขาได้รวมตัวกัน ณ ทุ่งอะรอฟะฮฺ การปฏิบัติภารกิจนี้ด้วยรูปแบบที่เหมือนกัน ทั้งการแต่งกาย การปฏิบัติ และความตั้งใจ พวกเขาปฏิบัติภารกิจนี้ด้วยหัวใจที่นอบน้อม สํารวม และยําเกรงต่ออัลลอฮฺ หวังในความเมตตาของพระองค์ ด้วยลิ้นที่เปล่งเสียงและรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร วะลิลลาฮิลฮัมด์

พี่น้องชาวอิดิลอัฎฮาที่เคารพทุกท่าน

มหานครมักกะฮฺและกะอฺบะฮฺมิใช่เป็นเพียงแค่ศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมเท่านั้น หากทว่ายังเป็นจุดศูนย์กลางของโลกที่สร้างความน่าพิศวงแก่นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งแสดงถึงการสร้างสรรค์อันทรงพลังของผู้ทรงออกแบบ เพื่อยืนยันว่าอิสลามมิได้เป็นคำสอนที่มีความเป็นกลาง และประชาชาติมุสลิมไม่ใช่ประชาชาติสายกลางเพียงอย่างเดียว แม้กระทั่งสถานที่ที่เป็นแหล่งกำเนิดของอิสลามก็ยังถูกออกแบบให้อยู่ ณ จุดศูนย์กลางของโลกอีกด้วย ด้วยเหตุนี้มักกะฮฺและกะอฺบะฮฺจึงเป็นจุดรวมของมนุษยชาติทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ

แท้จริงแล้ว วันอีดิลอัฎฮา มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับหลักการอิสลามข้อที่ 5 นั่นคือการทําหัจญ์ ณ นครมักกะฮฺ พวกเราทุกคนที่ไม่มีโอกาสได้ไปทำฮัจญ์ จึงควรมีความรู้สึกร่วมกับพี่น้องของเราที่กำลังทำฮัจญ์ ด้วยการกล่าวตักบีร การเชือดกุรบาน และการขอดุอาอ์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอิสลามที่ไม่มีสิ่งอื่นใดจะมาเทียบเท่าได้ ในขณะเดียวกัน เราจะพบว่าการทำหัจญ์นั้นมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับเรื่องราวของท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม และครอบครัวของท่าน อัลกุรอานได้บอกเล่าเรื่องราวบางประการของอิบรอฮีมแก่เราได้อย่างชัดเจน

อิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม คือผู้มีตัวตนที่น่าเลื่อมใสและเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมแก่พวกเรา ท่านคือผู้ที่ได้รับนามจากอัลลอฮฺว่ามีหัวใจที่สะอาดและบริสุทธิ์ อัลลอฮฺได้ตรัสในซูเราะฮฺ อัศ-ศอฟฟาต อายะฮฺที่ 84ว่า:
 ﴿إِذۡ جَآءَ رَبَّهُۥ بِقَلۡبٖ سَلِيمٍ﴾ [الصافات: ٨٤] 
“เมื่อเขา(อิบรอฮีม)ได้มาหาพระผู้อภิบาลของเขาด้วยหัวใจที่สะอาดบริสุทธิ์”

อิบรอฮีมคือบิดาของบรรดานบี หัวใจที่บริสุทธิ์ของท่านแสดงออกเมื่อท่านมีอายุเพียง 16 ปี ท่านกล้าที่จะต่อกรกับพรรคพวกของท่านซึ่งเป็นผู้ตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แม้กระทั่งบิดาของท่านเองซึ่งเป็นผู้สร้างและจำหน่ายรูปปั้น ท่านทำลายรูปปั้นทั้งหมดในวิหารชิริกของพวกเขา

เมื่อพวกเขานำท่านไปจุดไฟกองมหึมาที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์มาก่อน วินาทีนั้น อิบรอฮีมผู้มีหัวใจบริสุทธิ์ ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เมื่อท่านถูกโยนเข้ากองไฟ ท่านได้กล่าวว่า: "ฮัสบุนัลลอฮฺ วะนิอฺมัล วะกิล" (อัลลอฮฺทรงพอเพียงสำหรับเราแล้ว และพระองค์เป็นผู้จัดการที่ดีเยี่ยม) 

ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม หัวหน้าของบรรดามลาอิกะฮฺ มาหาอิบรอฮีมและถามท่านว่าจะให้ช่วยอะไรไหม แต่อิบรอฮีมตอบว่า: "ถ้าเป็นความช่วยเหลือจากท่านฉันไม่เอา แต่ถ้าเป็นความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺฉันเอา" นี่คือหัวใจที่บริสุทธิ์ของอิบรอฮีม. ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺจึงตรัสว่า:
﴿ قَالُواْ حَرِّقُوهُ وَٱنصُرُوٓاْ ءَالِهَتَكُمۡ إِن كُنتُمۡ فَٰعِلِينَ # قُلۡنَا يَٰنَارُ كُونِي بَرۡدٗا وَسَلَٰمًا عَلَىٰٓ إِبۡرَٰهِيمَ # وَأَرَادُواْ بِهِۦ كَيۡدٗا فَجَعَلۡنَٰهُمُ ٱلۡأَخۡسَرِينَ ﴾ [الأنبياء: ٦٨،  ٧٠]   
ความว่า "พวกเขากล่าวว่า จงเผาเขา และจงช่วยบรรดาพระเจ้าของพวกท่านเถิด หากพวกท่านจะกระทำ ดังนั้นเรา (อัลลอฮฺ) ได้กล่าวว่า โอ้ไฟเอ๋ย ! จงเย็นลงเถิด และจงเป็นความปลอดภัยแก่อิบรอฮีม และพวกเขาปรารถนาจะวางแผนร้ายแก่เขา แต่เราได้ทำให้พวกเขาเป็นผู้ขาดทุนที่สุด" 
อัลลอฮฺยังทรงรับอิบรอฮีมเป็น "เคาะลีลุลลอฮฺ" (สหายใกล้ชิดของอัลลอฮฺ) อีกด้วย


พี่น้องครับ

บทบาทของอิบรอฮีมกับความสัมพันธ์ของรุก่นอิสลามข้อที่ห้านี้มีอะไรบ้าง ?

หนึ่ง อิบรอฮีมคือผู้ที่อัลลอฮฺสั่งให้ก่อตั้งเมืองมักกะฮฺ 

หลังจากรอดจากกองไฟ ท่านอิบรอฮีมก็ได้อพยพ บททดสอบที่สองที่อัลลอฮฺจะทดสอบหัวใจของอิบรอฮีมก็คือ การออกคำสั่งให้นำภรรยาของท่าน ฮาญัร และลูกน้อยอิสมาอีล ซึ่งเพิ่งเกิด ไปทิ้งไว้ ณ นครมักกะฮฺ ตอนนั้นยังไม่มีบ้านคนสักหลัง ต้นไม้ก็ไม่มี น้ำก็ไม่มี เมื่ออิบรอฮีมพาฮาญัรและอิสมาอีลมาถึง ณ หุบเขานั้น ท่านได้วางพวกเขาทิ้งไว้ ฮาญัรได้วิ่งไปถามอิบรอฮีมว่า: "อิบรอฮีมเอ๋ย เจ้าจะไปไหน? เจ้าจะทิ้งเราไว้ในหุบเขาที่ไม่มีคนและไม่มีสิ่งใดนี้หรือ?". อิบรอฮีมไม่หันกลับไปตอบ ฮาญัรจึงถามอีกครั้งว่า: "อัลลอฮฺได้บัญชาให้เจ้าทำเช่นนี้ใช่ไหม?" เมื่ออิบรอฮีมตอบว่า: "ใช่" ฮาญัรก็กล่าวว่า: "ถ้าอย่างนั้นอัลลอฮฺจะไม่ทรงทอดทิ้งเรา" 
นี่คือศรัทธาอันสูงส่งของฮาญัร จากนั้นฮาญัรก็วิ่งหา (สะแอ) น้ำระหว่างภูเขาซอฟาและมัรวะฮฺ 7 รอบ สุดท้ายญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ก็ทำให้ น้ำซัมซัมพุ่งออกมาจากเท้าของอิสมาอีล อะลัยฮิสสลาม

สอง อิบรอฮีมคือผู้แรกที่ทำตัวอย่างการเชือดกุรบานหรืออฎุหิยะฮฺ 

เป็นบททดสอบอีกประการที่อัลลอฮฺทรงบัญชาให้อิบรอฮีมเชือดอิสมาอีล ลูกชายของท่านเอง ความฝันของนบีนั้นเป็นวะฮฺยู (วิวรณ์จากอัลลอฮฺ) เมื่ออิสมาอีลมีอายุสมบูรณ์ อิบรอฮีมมาหาอิสมาอีลและบอกเขาว่า:
﴿ فَلَمَّا بَلَغَ مَعَهُ ٱلسَّعۡيَ قَالَ يَٰبُنَيَّ إِنِّيٓ أَرَىٰ فِي ٱلۡمَنَامِ أَنِّيٓ أَذۡبَحُكَ فَٱنظُرۡ مَاذَا تَرَىٰۚ قَالَ يَٰٓأَبَتِ ٱفۡعَلۡ مَا تُؤۡمَرُۖ سَتَجِدُنِيٓ إِن شَآءَ ٱللَّهُ مِنَ ٱلصَّٰبِرِينَ ﴾ [الصافات: ١٠٢]  
 "โอ้ลูกของฉันเอ๋ย แท้จริงพ่อได้ฝันว่าพ่อได้เชือดเจ้า ดังนั้นลูกคิดอย่างไร?" ลูกชายของท่านตอบว่า: "โอ้พ่อที่รัก โปรดปฏิบัติตามที่ได้รับบัญชาเถิด ท่านจะพบว่าฉันอยู่ในหมู่ผู้ที่อดทน หากอัลลอฮฺทรงประสงค์" ทั้งพ่อและลูกต่างผ่านบททดสอบนี้ไปได้ด้วยดี นี่คือที่มาของซุนนะฮฺ (แนวทาง) การเชือดกุรบานหรืออุฎุหิยะฮฺ


สาม อิบรอฮีมและอิสมาอีลคือสองพ่อลูกที่บูรณะกะอฺบะฮฺ 

กะอฺบะฮฺนั้นมีอยู่แล้วตั้งแต่สมัยนบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม แต่เป็นเพียงฐาน ผู้ที่รับหน้าที่สร้างให้สูงขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบันคืออิบรอฮีมและอิสมาอีล ขณะที่สร้างกะอฺบะฮฺ ทั้งสองได้ขอดุอาอ์ว่า:

﴿ وَإِذۡ يَرۡفَعُ إِبۡرَٰهِ‍ۧمُ ٱلۡقَوَاعِدَ مِنَ ٱلۡبَيۡتِ وَإِسۡمَٰعِيلُ رَبَّنَا تَقَبَّلۡ مِنَّآۖ إِنَّكَ أَنتَ ٱلسَّمِيعُ ٱلۡعَلِيمُ ١٢٧ رَبَّنَا وَٱجۡعَلۡنَا مُسۡلِمَيۡنِ لَكَ وَمِن ذُرِّيَّتِنَآ أُمَّةٗ مُّسۡلِمَةٗ لَّكَ وَأَرِنَا مَنَاسِكَنَا وَتُبۡ عَلَيۡنَآۖ إِنَّكَ أَنتَ ٱلتَّوَّابُ ٱلرَّحِيمُ ١٢٨ رَبَّنَا وَٱبۡعَثۡ فِيهِمۡ رَسُولٗا مِّنۡهُمۡ يَتۡلُواْ عَلَيۡهِمۡ ءَايَٰتِكَ وَيُعَلِّمُهُمُ ٱلۡكِتَٰبَ وَٱلۡحِكۡمَةَ وَيُزَكِّيهِمۡۖ إِنَّكَ أَنتَ ٱلۡعَزِيزُ ٱلۡحَكِيمُ ١٢٩ ﴾ [البقرة: ١٢٧،  ١٢٩]  
“โอ้พระเจ้าของเรา ได้โปรดตอบรับการงานของเราด้วย เพราะพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอให้เราเป็นมุสลิมแด่พระองค์ ขอให้ลูกหลานของเราก็เป็นประชาชาติมุสลิมแด่พระองค์ และขอให้พระองค์ทรงชี้ทางเราว่าเราจะปฏิบัติอามัลอิบาดะฮฺต่อพระองค์อย่างไร ขอให้พระองค์ทรงเตาบะฮฺ (ยกโทษ) ให้กับพวกเรา เพราะพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงยกโทษ ผู้ทรงรักและเมตตายิ่ง โอ้พระเจ้าของเรา ขอให้พระองค์ทรงแต่งตั้งในหมู่ลูกหลานของเราให้มีรอซูล (ศาสนทูต) มาคนหนึ่ง เพื่ออ่านอายะฮฺ (โองการ) ของพระองค์ให้พวกเขาฟัง สอนคัมภีร์และวิทยปัญญาแก่พวกเขา และขัดเกลาพวกเขา เพราะพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ”

พี่น้องผู้ศรัทธาครับ 

อะไรคือบทเรียนที่เราได้จากเรื่องราวของอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม

บทเรียนข้อที่หนึ่ง อัลลอฮฺทรงบัญชาให้เราตามแบบอย่างของอิบรอฮีม
﴿قَدْ كَانَتْ لَكُمْ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ فِي إِبْرَاهِيمَ وَالَّذِينَ مَعَهُ إِذْ قَالُوا لِقَوْمِهِمْ إِنَّا بُرَاء مِنكُمْ وَمِمَّا تَعْبُدُونَ مِن دُونِ اللَّهِ ﴾ (الممتحنة : 4 )
“แท้จริงแล้วมีตัวอย่างที่ดีงามที่ดียิ่งในตัวของอิบรอฮีม และบรรดาผู้ศรัทธาพร้อม ๆ กับอิบรอฮีม เมื่อพวกเขากล่าวแก่หมู่คณะของพวกเขาว่า แท้จริงพวกเราขอปลีกตัวจากพวกท่านและจากสิ่งที่พวกท่านเคารพอื่นจากอัลลอฮฺ"

และใครก็ตามที่รังเกียจวิถีชีวิตแบบอิบรอฮีม แสดงว่าคนนั้นเป็นคนโง่เขลา

อัลลอฮฺได้ให้ความสำคัญกับวิถีและอุดมการณ์ของนบีอิบรอฮีมอย่างมาก สังเกตได้จากการที่อิสลามกำหนดให้เรากล่าวถึงชื่อของอิบรอฮีมทุกวันในการละหมาดของเรา ไม่มีนบีคนไหนที่เรากล่าวถึงในละหมาดนอกจากอิบรอฮีมเพียงคนเดียว ดังนั้นมุสลิมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง ผู้เฒ่า เยาวชน สามี ภรรยา ลูก ๆ เราทุกคนจะต้องศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตของนบีอิบรอฮีมและครอบครัวของท่าน เพื่อที่จะนำมาเป็นแบบอย่าง อิบรอฮีมเป็นบุคคลตัวอย่างที่มนุษยชาติทั้งหมดให้ความนับถือ ความยิ่งใหญ่ของอิสลามอยู่ที่การตามแบบอย่างที่ยิ่งใหญ่ และสิ่งที่ทำให้เราอ่อนแอและเป็นเบี้ยล่างก็คือการตามกระแสต่าง ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาโดยขาดสติยั้งคิดแบบไม่ลืมหู ลืมตา

บทเรียนประการต่อมา ก็คือ สิ่งที่อิบรอฮีมขอดุอาอ์จากอัลลอฮฺ สื่อให้เห็นถึงความเป็นห่วงของท่านที่มีต่อประชาชาติรุ่นหลัง อิบรอฮีมขอดุอาอ์จากอัลลอฮฺในสิ่งต่อไปนี้:
1. ขอให้ลูกหลานของท่านเป็นมุสลิม ท่านเกรงกลัวว่าลูกหลานจะกลายเป็นกาฟิร (ผู้ปฏิเสธศรัทธา)
2. ขอให้ลูกหลานของท่านพ้นจากภัยของชิริก (การตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ) ซึ่งเป็นภัยที่น่ากลัวที่สุดในโลกนี้ ท่านนบีอิบรอฮีมกล่าวว่า "แท้จริงรูปปั้นเหล่านั้นได้ทำให้มนุษย์หลงผิดมามากต่อมากแล้ว" 
ชิริกคือการบูชาสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสัตว์ วัตถุ รูปปั้น หิน ต้นไม้ หรือสิ่งใดก็ตาม
3. ขอให้มักกะฮฺเป็นเมืองตัวอย่าง เป็นมหานครตัวอย่างสำหรับมนุษยชาติทั้งหมด ขอให้เป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ในปัจจัยยังชีพและมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน. แม้ไม่มีต้นไม้ แต่มีผลไม้มากมาย ซึ่งเป็นบะเราะกะฮฺ (ความจำเริญ) จากดุอาอ์ของท่าน
4. ขอให้ลูกหลานของท่านรักษาการละหมาด การละหมาดคือเสาหลักของศาสนา
5. ขอให้มีเราะสูลขึ้นในหมู่ประชาชาติของท่าน เพื่อทำหน้าที่สอนคัมภีร์ของอัลลอฮฺ บ่มเพาะนิสัย และสั่งสอนในสิ่งที่ดีแก่พวกเราทุกคน อัลฮัมดุลิลละฮฺ ทุกวันนี้เรามีท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีซุนนะฮฺของท่าน มีอัลกุรอานที่ท่านรับมาจากอัลลอฮฺ ทำให้เราไม่หลงผิดและหลงทาง

เราสามารถที่จะสรุปแนวทางของอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ได้ดังนี้ :
• สร้างความเข้มแข็งในตัวเองด้วยความเชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺ
• สร้างครอบครัวให้เป็นครอบครัวมุสลิม
• สร้างบริบทที่จะทำให้สังคมเข้มแข็ง ด้วยการขอดุอาอ์ให้สังคมที่ลูกหลานจะใช้ชีวิตอยู่เป็นสังคมที่มีบรรยากาศของความเป็นอิสลาม
• ปลูกฝังรากฐานและอุดมการณ์ที่ถูกต้องให้ดำเนินต่อไปทุกยุคสมัย

بَارَكَ اللهُ لِيْ وَلَكُمْ فِيْ القُرْأَنِ العَظِيْمِ، وَنَفَعَنِيْ وَإِيَّاكُمْ بِمَا فِيْهِ مِنَ الآيَاتِ وَالذِّكْرِ الحَكِيْمِ، وَتَقَبَّلَ مِنِّي وَمِنْكُمْ تِلاَوَتَهُ إِنَّهُ هُوَ السَّمِيْعُ العَلِيْمُ، أَقُولُ قَوْلِي هذَا وَأَسْتَغْفِرُ اللهَ العَظِيْمَ لِيْ وَلَكُمْ، وَلِسَائِرِ المُسْلِمِيْنَ وَالمُسْلِمَاتِ، وَالمُؤْمِنِيْنَ وَالمُؤْمِنَاتِ، فَاسْتَغْفِرُوهُ إِنَّهُ هُوَ الغَفُورُ الرَّحِيمُ.


คุฏบะฮฺที่ 2

اللهُ أَكبرُ (7 ครั้ง)  اللهُ أَكبرُ وَالحمدُ للهِ كَثِيْراً وَسُبْحَانَ اللهِ بُكْرَةً وَأَصِيْلاً.
الحَمْدُ اللهِ وَحْدَهُ، صَدَقَ وَعْدَهُ، وَنَصَرَ عَبْدَهُ وَأَعَزَّ جُنْدَهُ وَهَزَمَ الأَحْزَابَ وَحْدَهُ، وَأَشْهَدُ أَنْ لاَ إِلهَ إِلاَّ اللهُ وَحْدَهُ لاَ شَرِيكَ لَهُ، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُوْلُهُ. اللّهُمَّ صَلِّ وَسَلِّمْ وَبَارِكْ عَلى نَبِيِّنَا مُحَمَّدٍ وَعَلى آلَهِ وَصَحْبِهِ أَجْمَعِيْنَ.
أَمَّا بَعْدُ: 
فَيَا أَيُّهَا الْمُسْلِمُوْنَ، واتَّقُوا اللهَ تَعَالى وَأَطِيْعُوْهُ وَقُومُوا للهِ قَانِتِيْنَ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُوْنَ.


พี่น้องชาวอีดิลอัฎฮาทุกท่าน 

ในเช้าวันอีดอันยิ่งใหญ่นี้ มีภารกิจต่าง ๆ ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งวิถีชีวิตอิสลามอันบริสุทธิ์ที่ท่านนบีของเราได้สั่งไว้ ซึ่งเราไม่ควรละเลย อาทิ:
• การเชือดกุรบานสำหรับผู้ที่มีความสามารถ
• การซอดะเกาะฮฺ (บริจาคทาน) ให้เยอะ โดยเฉพาะบรรดาสตรีทั้งหลาย เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกว่าชาวนรกส่วนใหญ่นั้นเป็นสตรี และการซอดะเกาะฮฺจะช่วยพวกนางให้พ้นจากนรกได้
• การแสดงความรักระหว่างกันด้วยการจับมือกล่าวอวยพรตามแบบฉบับของอิสลาม ด้วยการกล่าวว่า: "ขออัลลอฮฺตอบรับจากเราและตอบรับจากท่านในความดีทุกสิ่งทุกอย่าง"
• การใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนสหาย เยี่ยมเยียน แลกเปลี่ยนให้อภัย
• การนึกถึงคนยากไร้ ผู้ที่ระทมทุกข์ ไม่ว่าจะด้วยการหยิบยื่นความช่วยเหลือ หรือแม้แต่คำวิงวอนขอดุอาอ์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากเราที่สุขสบายให้กับพี่น้องที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว หิวโหย สิ้นหวัง
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่อิสลามสอนเราทั้งสิ้น ทุกสิ่งในอิสลามล้วนเป็นทุนสำคัญสำหรับการสร้างโลกนี้ให้น่าอยู่ อัลลอฮฺได้ตรัสว่า:
 ﴿يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ ادْخُلُواْ فِي السِّلْمِ كَآفَّةً وَلاَ تَتَّبِعُواْ خُطُوَاتِ الشَّيْطَانِ إِنَّهُ لَكُمْ عَدُوٌّ مُّبِينٌ﴾ (البقرة : 208)
"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเข้าสู่การเป็นอิสลามโดยครบถ้วน และอย่าได้ติดตามย่างก้าวของชัยฏอน แท้จริงมันเป็นศัตรูที่ชัดเจนแก่พวกเจ้า"

إِنَّ اللهَ وَمَلاَئِكَتَهُ يُصَلُّوْنَ عَلَى النَّبِيِّ، ياَ أَيُّهَا الَّذِيْنَ آمَنُوْا صَلُّوْا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوْا تَسْلِيْمًا اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى نَبِيِّنَا مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ. 
 اللَّهُمَّ أَعِزَّ اْلإِسْلاَمَ وَالْمُسْلِمِيْنَ ، وَأَذِلَّ الشِّرْكَ وَالْمُشْرِكِيْنَ ، وَدَمِّرْ أَعْدَاءَ الدِّيْنَ، وَاَهْلِكِ اْلكَفَرَةَ وَاْلمُعْتَدِيْنَ المُفْسِدِيْن. 
اَللَّهُمَّ اجْعَلْ هذَا الْبَلَدَ آمِنًا وَاجْعَلْ أَهْلَهُ آمِنِيْنَ بِرَحْمَتِكَ يَا أَرْحَمَ الرَّاحِمِيْنَ . اللَّهُمَّ أَصْلِحْ أَحْوَالَ الْمُسْلِمِينَ وَاجْمَعْ كَلِمَتَهُمْ فِيْ كُلِّ مَكَانٍ وَلاَ سِيَّمَا فِى بِلاَدِنَا هَذَه. 
وَأَصْلِحْ شَبَابَهُمْ وَبَاعِدْهُمْ مِنَ الْفَوَاحِشَ مَا ظَهَرَ مِنْهَا وَمَا بَطَنَ . 
اَللَّهُمَّ خُذْ بِأَيْدِيْهِمْ إِلَى مَا تُحِبُّهُ وَتَرْضَاهُ وَأَخْرِجْهُمْ مِنَ الظُّلُمَاتِ إِلَى النُّوْرِ ، وَأَرِهِمُ الْحَقَّ حَقًّا وَارْزُقْهُمُ اتِّبَاعَهُ، وَأَرِهِمُ الْبَاطِلَ بَاطِلًا وَارْزُقْهُمُ اجْتِنَابَهُ وَاهْدِهِمْ وَإِيَّانَا إِلَى صِرَاطِكَ الْمُسْتَقِيْم وَاجْعَلْنَا جَمِيْعًا مِنَ الْمُؤْمِنِيْنَ الصَّادِقِيْنَ الْمُسْلِمِيْنَ الصَّالِحِيْنَ الْمُتَّقِيْن.
اللَّهُمَّ طَهِّرْ إِيْمَانَنَا مِنَ الشِّرْكِ وَإِسْلاَمَنَا مِنَ النِّفَاقِ وَأَعْمَالَنَا مِنَ الرِّيَاءِ وَأَمْوَالَنَا مِنَ الرِّبَا وَأَخْلاَقَنَا مِنَ الرَّذِيْلَةِ بِرَحْمَتِكَ يَا أَرْحَمَ الرَّاحِمِيْنَ . 
اَللَّهُمَّ اشْفِ مَرْضَانَا وَمَرْضَى الْمُسْلِمِيْن وَارْحَمْ مَوْتَانَا وَمَوْتَى الْمُسْلِمِيْنَ وَفَكِّ قَيْدَ أَسْرَانَا وَانْقِذْ مُسْتَضْعَفِيْنَا يَا أَرْحَمَ الرَّاحِمِيْن . 
اللَّهُمَّ انْصُرْنَا عَلَى اْلقَوْمِ الْكَافِرِيْنَ الظَّالِمِيْنَ الْمَاكِرِيْنَ بِالإِسْلاَمِ وَالْمُسْلِمِيْنَ. اللَّهُمَّ إِنَّا نَجْعَلُكَ فِى نُحُوْرِ مَنْ عَادَانَا وَنَعُوْذُ بِكَ مِنْ شُرُوْرِهِمْ . 
اَللَّهُمَّ اغْفِرْ لِلْمُؤْمِنِيْنَ وَاْلمُؤْمِنَاتِ، وَاْلمُسْلِمِيْنَ وَاْلمُسْلِمَاتِ. اللَّهُمَّ عَافِنَا مِنْ كُلِّ بَلاَءِ الدُّنْيَا وَعَذَابِ الآخِرةِ. 
رَبَّنَا اغْفِرْ لَنَا ذُنُوْبَناَ وَلإِخْوَانِنَا الَّذِيْنَ سَبَقُوْنَا بِاْلإِيْمَانِ وَلاَ تَجْعَلْ فِيْ قُلُوْبِنَا غِلاًّ لِلَّذِيْنَ آمَنُوْا رَبَّناَ إِنَّكَ رَؤُوْفُ رَّحِيْمٌ. 
رَبَّناَ تَقَبَّلْ مِنَّا إِنَّكَ أَنْتَ الْعَلِيْمُ الْحَكِيْم وَتُبْ عَلَيْنَا إِنَّكَ أَنْتَ التَّوَّابُ الرَّحِيْم.
رَبَّناَ ظَلَمْناَ أَنْفُسَنَا وَإِنْ لَمْ تَغْفِرْ لَنَا وَتَرْحَمْناَ لَنَكُوْنَنَّ مِنَ الْخَاسِرِْينَ. 
رَبَّناَ آتِنَا فِيْ الدُّنْياَ حَسَنَةً وَفِي اْلآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِناَ عَذَابَ النَّارَ. 
سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُوْنَ وَسَلاَمٌ عَلَى الْمُرْسَلِيْنَ وَالْحَمْدُ لله رَبِّ الْعَالَمِيْنَ.