วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ทัศนคติเชิงวัตถุนิยม


ความหมายของทัศนคติเชิงวัตถุนิยม หมายถึงการที่มนุษย์มีมุมมองในชีวิตซึ่งคิดวนเวียนอยู่กับเป้าหมายที่จะบรรลุความสุขในโลกดุนยาอันชั่วคราวนี้เพียงอย่างเดียว ไม่เคยมีความคิดว่าชีวิตจะต้องเจออะไรบ้างหลังจากที่ต้องตายไป ไม่สนใจว่าบั้นปลายชีวิตหลังความตายเป็นจะอย่างไร ไม่ได้ทำอะไรเพื่ออาคิเราะฮ์ ไม่ให้ความสำคัญ ไม่รับรู้ว่าแท้จริงแล้วอัลลอฮ์สร้างโลกนี้มาเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติความดี เสมือนเป็นแหล่งเพาะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลในโลกหน้า ดุนยาคือโลกแห่งการปฏิบัติ อาคิเราะฮ์คือโลกแห่งการตอบแทน ใครที่ใช้โอกาสในดุนยาเพื่อปฏิบัติคุณความดีเขาก็จะได้รับกำไรในสองโลก แต่หากใครที่ละเลยในการทำดีตอนที่มีชีวิตอยู่ในดุนยา อาคิเราะฮ์ของเขาก็จะเสียหายไม่มีกำไรใด ๆ รออยู่อีก


﴿ خَسِرَ ٱلدُّنۡيَا وَٱلۡأٓخِرَةَۚ ذَٰلِكَ هُوَ ٱلۡخُسۡرَانُ ٱلۡمُبِينُ 11 ﴾ [الحج: 11]

ความว่า “เขาผู้นั้นย่อมขาดทุนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า นั่นคือความขาดทุนที่ชัดเจนยิ่ง” (อัล-หัจญ์ 11)



อัลลอฮ์ไม่ได้สร้างโลกดุนยานี้อย่างไร้สาระ แต่ทรงสร้างด้วยเหตุผลที่ยิ่งใหญ่

﴿ ٱلَّذِي خَلَقَ ٱلۡمَوۡتَ وَٱلۡحَيَوٰةَ لِيَبۡلُوَكُمۡ أَيُّكُمۡ أَحۡسَنُ عَمَلٗاۚ وَهُوَ ٱلۡعَزِيزُ ٱلۡغَفُورُ 2 ﴾ [الملك: 2]

ความว่า “พระองค์ผู้ทรงสร้างความตายและการมีชีวิต เพื่อทดสอบพวกเจ้าว่าใครที่จะปฏิบัติความดีได้เลิศกว่า พระองค์คือผู้ทรงเกรียงไกรและปรีชาญาณ” (อัล-มุลก์ 2)

﴿ إِنَّا جَعَلۡنَا مَا عَلَى ٱلۡأَرۡضِ زِينَةٗ لَّهَا لِنَبۡلُوَهُمۡ أَيُّهُمۡ أَحۡسَنُ عَمَلٗا 7 ﴾ [الكهف: 7]

ความว่า “แท้จริงแล้ว เราได้สร้างสิ่งต่าง ๆ บนหน้าแผ่นดินเพื่อเป็นเครื่องประดับตกแต่งให้มันสวยงาม เพื่อที่เราจะได้ทดสอบพวกเขาว่าใครที่จะปฏิบัติคุณงามความดีได้เลิศยิ่งกว่า” (อัล-กะฮ์ฟฺ 7)



พระองค์กำหนดให้ชีวิตดุนยามีความสะดวกสบายและความสำราญต่าง ๆ มากมาย อาทิ ทรัพย์สิน ลูกหลาน ตำแหน่ง อำนาจ และความสุขทุกประเภทอีกเหลือคณานับไม่มีใครทราบได้นอกจากพระองค์



มนุษย์บางกลุ่ม -ซึ่งเป็นส่วนใหญ่- มักจะมองเห็นแค่ความสุขผิวเผินที่ยั่วยวน คอยปรนเปรอตัวเองให้มีความสุขโดยไม่ได้พิจารณาความลับที่แฝงเร้นมาด้วย พยายามที่จะกอบโกยและรวบรวมสะสมอย่างสุขสำราญโดยไม่ได้คำนึงถึงชีวิตหลังจากโลกนี้ และอาจจะปฏิเสธด้วยซ้ำไปว่าไม่มีอีกแล้วโลกหลังความตาย

﴿ وَقَالُوٓاْ إِنۡ هِيَ إِلَّا حَيَاتُنَا ٱلدُّنۡيَا وَمَا نَحۡنُ بِمَبۡعُوثِينَ 29 ﴾ [الأنعام: 29]

ความว่า “พวกเขากล่าวว่า ไม่มีชีวิตอื่นใดอีกนอกจากชีวิตของเราในโลกดุนยานี้เท่านั้น และพวกเราจะไม่มีการฟื้นคืนชีพอีก” (อัล-อันอาม 29)



อัลลอฮ์ได้กำชับตักเตือนคนที่มีแนวคิดในการใช้ชีวิตเช่นนี้ว่า

﴿ إِنَّ ٱلَّذِينَ لَا يَرۡجُونَ لِقَآءَنَا وَرَضُواْ بِٱلۡحَيَوٰةِ ٱلدُّنۡيَا وَٱطۡمَأَنُّواْ بِهَا وَٱلَّذِينَ هُمۡ عَنۡ ءَايَٰتِنَا غَٰفِلُونَ 7 أُوْلَٰٓئِكَ مَأۡوَىٰهُمُ ٱلنَّارُ بِمَا كَانُواْ يَكۡسِبُونَ 8 ﴾ [يونس: 7، 8]

ความว่า “แท้จริงแล้ว บรรดาคนที่ไม่หวังจะพบกับเราในอาคิเราะฮ์และพอใจกับการมีชีวิตในโลกดุนยานี้ ซ้ำยังรู้สึกมั่นคงกับชีวิตดังกล่าว รวมถึงบรรดาคนที่ไม่รู้สาอะไรเลยเกี่ยวกับโองการ(สัญญาณ)ต่าง ๆ ของเรา คนเหล่านี้จะกลับไปสู่ที่พักของพวกเขาในนรกด้วยผลแห่งการแสวงหากอบโกยที่พวกเขาทำไว้” (ยูนุส 7-8)

﴿ مَن كَانَ يُرِيدُ ٱلۡحَيَوٰةَ ٱلدُّنۡيَا وَزِينَتَهَا نُوَفِّ إِلَيۡهِمۡ أَعۡمَٰلَهُمۡ فِيهَا وَهُمۡ فِيهَا لَا يُبۡخَسُونَ 15 أُوْلَٰٓئِكَ ٱلَّذِينَ لَيۡسَ لَهُمۡ فِي ٱلۡأٓخِرَةِ إِلَّا ٱلنَّارُۖ وَحَبِطَ مَا صَنَعُواْ فِيهَا وَبَٰطِلٞ مَّا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ 16 ﴾ [هود: 15، 16]

ความว่า “ผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาชีวิตในดุนยาและความเลิศเลอของมัน เราก็จะให้กับเขาอย่างเต็มที่ตามความพยายามของพวกเขาในโลกนี้ และพวกเขาจะไม่ถูกลิดรอนให้มีความขาดตกบกพร่องเลย แต่คนเหล่านี้ เมื่อกลับไปอาคิเราะฮ์จะไม่ได้รับอะไรอีกนอกจากนรก สิ่งที่พวกเขาทำในดุนยาจะสูญสลายสิ้น และสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติไว้ในดุนยาจะเป็นโมฆะ” (ฮูด 15-16)



สัญญาแห่งการสำทับตักเตือนนี้ครอบคลุมถึงบรรดาคนที่มีทัศนคติเชิงวัตถุนิยมเหล่านี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนที่ดูเบื้องนอกกำลังปฏิบัติงานที่จะได้ผลในอาคิเราะฮ์แต่เป้าประสงค์จริง ๆ กลับต้องการผลประโยชน์ในดุนยา เช่น พวกมุนาฟิกและพวกสร้างภาพอวดให้คนชม หรืออาจจะเป็นบรรดาคนกาฟิรที่ไม่ได้ศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพและการสอบสวนในอาคิเราะฮ์ เช่นชาวญาฮิลียะฮ์ กลุ่มแนวคิดอันตรายอย่างพวกทุนนิยมสุดโต่ง สังคมนิยม เซคคิวลาร์ ลัทธิปฏิเสธพระเจ้า ฯลฯ คนเหล่านี้ไม่ได้เห็นคุณค่าของชีวิต มุมมองของพวกเขาไม่ได้มากไปกว่าวิถีแห่งสัตว์อื่น หรืออาจจะย่ำแย่กว่าด้วยซ้ำไป เนื่องจากพวกเขาทุ่มเทความคิดและปัญญาเพื่อสิ่งที่ไม่ได้อยู่ถาวรและไม่ได้ทำให้พวกเขาอยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่ได้ทำความดีเพื่อบั้นปลายที่กำลังจะมาหาพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่สัตว์อื่นนั้นไม่ต้องมีบั้นปลายเหมือนมนุษย์และพวกมันเองก็ไม่ได้มีปัญญาเหมือนพวกเขาแต่แรกด้วย อัลลอฮ์ได้เตือนสติว่า

﴿ أَمۡ تَحۡسَبُ أَنَّ أَكۡثَرَهُمۡ يَسۡمَعُونَ أَوۡ يَعۡقِلُونَۚ إِنۡ هُمۡ إِلَّا كَٱلۡأَنۡعَٰمِ بَلۡ هُمۡ أَضَلُّ سَبِيلًا 44 ﴾ [الفرقان: 44]

ความว่า “เจ้าคิดหรือว่า พวกเขาส่วนใหญ่จะได้ยินหรือมีปัญญาคิดได้ อันที่จริงพวกเขาไม่ได้เป็นเหมือนอะไรเลยนอกจากพวกปศุสัตว์ หนำซ้ำอาจจะหลงทางยิ่งกว่าพวกมันเสียอีก” (อัล-ฟุรกอน 44)



พระองค์กล่าวว่าคนที่มีทัศนคติเช่นนี้แท้จริงแล้วเป็นคนที่ไม่มีความรู้

﴿ وَلَٰكِنَّ أَكۡثَرَ ٱلنَّاسِ لَا يَعۡلَمُونَ 6 يَعۡلَمُونَ ظَٰهِرٗا مِّنَ ٱلۡحَيَوٰةِ ٱلدُّنۡيَا وَهُمۡ عَنِ ٱلۡأٓخِرَةِ هُمۡ غَٰفِلُونَ 7 ﴾ [الروم: 6، 7]

ความว่า “ทว่า มนุษย์ส่วนใหญ่นั้นไม่รู้ พวกเขารู้เฉพาะเรื่องเบื้องหน้าในโลกดุนยานี้เท่านั้น แต่พวกเขาไม่รู้สาไม่สนใจอะไรเลยเกี่ยวกับอาคิเราะฮ์” (อัร-รูม 6-7)



แม้ว่ามนุษย์จะมีความสามารถในการคิดค้นและสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ มากมาย แต่พวกเขาก็ยังถือว่าไม่มีความรู้ที่แท้จริงตราบใดที่จุดมุ่งหมายในชีวิตของพวกเขามีเพียงแค่โลกดุนยานี้เท่านั้น มันเป็นความรู้ที่ไม่ครบถ้วน ไม่มีความเหมาะสมที่จะได้รับฉายาอันทรงเกียรติว่าเป็นผู้ทรงภูมิปัญญา การเรียกขานว่าเป็นผู้รู้นั้นคู่ควรกับคนที่รู้จักอัลลอฮ์และมีความยำเกรงต่อพระองค์

﴿ إِنَّمَا يَخۡشَى ٱللَّهَ مِنۡ عِبَادِهِ ٱلۡعُلَمَٰٓؤُاْۗ إِنَّ ٱللَّهَ عَزِيزٌ غَفُورٌ 28 ﴾ [فاطر: 28]

ความว่า “แท้จริงแล้ว คนที่เกรงกลัวต่ออัลลอฮ์ในหมู่บ่าวของพระองค์คือบรรดาผู้รู้จริง แท้จริง อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้เกรียงไกรและผู้อภัยยิ่ง” (ฟาฏิร 28)



ในจำนวนตัวอย่างการมีทัศนคติแบบวัตถุนิยมก็คือเรื่องราวของกอรูนและคลังสมบัติของเขา อัลลอฮ์ได้ตรัสถึงเรื่องราวของเขาว่า

﴿ فَخَرَجَ عَلَىٰ قَوۡمِهِۦ فِي زِينَتِهِۦۖ قَالَ ٱلَّذِينَ يُرِيدُونَ ٱلۡحَيَوٰةَ ٱلدُّنۡيَا يَٰلَيۡتَ لَنَا مِثۡلَ مَآ أُوتِيَ قَٰرُونُ إِنَّهُۥ لَذُو حَظٍّ عَظِيمٖ 79 ﴾ [القصص: 79]

ความว่า “แล้วกอรูนก็ออกมายังกลุ่มชนของตนในชุดของเขาที่ประดับประดาอย่างโอ่อ่า บรรดาคนที่หลงใหลชีวิตในดุนยาต่างกล่าวกันว่า พวกเราปรารถนาอยากจะได้เหมือนที่กอรูนได้รับบ้าง แท้จริงเขาเป็นคนที่มีโชคลาภยิ่งใหญ่เหลือเกิน” (อัล-เกาะศ็อศ 79)



ผู้คนทั้งหลายเมื่อเห็นความร่ำรวยของกอรูนต่างก็ปรารถนาอยากจะได้รับโชคลาภแบบเดียวกับเขาบ้าง ต่างก็อิจฉาและชื่นชมยินดีกับความมั่งมีของกอรูน สภาพเดียวกันนี้เราอาจจะเห็นได้ในประเทศต่าง ๆ ที่เจริญรุ่งเรืองด้านวัตถุและเศรษฐกิจอย่างก้าวไกล จนบรรดาผู้คนที่มีอีมานอ่อนในหมู่ชาวมุสลิมมองดูความเจริญเหล่านั้นอย่างฉงนสนเท่ห์ โดยไม่สนใจว่าความเจริญเหล่านั้นแฝงด้วยกุฟร์และต้องมีบั้นปลายที่เลวร้ายอย่างไรบ้าง ทัศนคติที่ผิดเพี้ยนเช่นนี้เป็นเหตุจูงใจให้พวกเขายกย่องคนเหล่านั้นในหัวใจและพยายามแสดงออกเพื่อเลียนแบบนิสัย วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของพวกเขาอย่างไม่ลังเลไร้ข้อกังขา ในขณะเดียวกันกลับไม่สนใจที่จะเอาตัวอย่างของพวกเขาในเรื่องความขะมักเขม้น อุตสาหะ การสร้างความแข็งแกร่งและผลิตนวัตกรรมที่มีประโยชน์มาใช้กับตัวเองบ้าง



ทัศนคติที่ถูกต้องในการดำรงชีวิตนั้น คือการที่มนุษย์มองว่าทุกอย่างในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ตำแหน่ง และอำนาจทางวัตถุ ล้วนเป็นเครื่องมือที่จะใช้เพื่อปฏิบัติความดีกลับไปสู่อาคิเราะฮ์ ดังนั้น ดุนยาไม่ได้ถูกตำหนิโดยตัวมันเอง สิ่งที่ควรตำหนิหรือถูกชมคือพฤติกรรมของมนุษย์ที่ใช้ชีวิตในดุนยา แท้จริงแล้วดุนยาเป็นสะพานเชื่อมสู่อาคิเราะฮ์ และเป็นที่เก็บเสบียงกลับสู่สวรรค์ ชีวิตที่สุขสำราญในสวรรค์ล้วนมาจากความมุ่งมั่นในการสะสมความดีตอนที่มนุษย์มีชีวิตอยู่ในโลกดุนยานี้ ดุนยาเป็นที่แห่งการญิฮาดต่อสู้ ละหมาด ถือศีลอด บริจาคในหนทางของอัลลอฮ์ และแข่งกันกันทำความดี อัลลอฮ์ได้ตรัสถึงชาวสวรรค์ว่า

﴿ كُلُواْ وَٱشۡرَبُواْ هَنِيٓ‍َٔۢا بِمَآ أَسۡلَفۡتُمۡ فِي ٱلۡأَيَّامِ ٱلۡخَالِيَةِ 24 ﴾ [الحاقة: 24]

ความว่า “พวกเจ้าทั้งหลายจงกินเถิด จงดื่มเถิด ให้สำราญตามที่พอใจ ด้วยผลแห่งความดีที่พวกเจ้าทำมาก่อนหน้านี้ในวันวานที่ผ่านมา” (อัล-ห๊ากเกาะฮ์ 24)



วันวานที่ผ่านมาในอายะฮ์นี้ หมายถึง ดุนยา นั่นเอง.



--------------------

แปลโดย ซุฟอัม อุษมาน

จากหนังสือ อัต-เตาฮีด ของท่านเชคศอลิห์ บิน เฟาซาน อัล-เฟาซาน หน้า 62-65

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

จริยธรรมการปฏิสัมพันธ์กับต่างศาสนิก




มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับต่างศาสนิก ซึ่งแตกต่างกันไปตามบริบทและมิติที่หลากหลาย อาทิ ความสัมพันธ์ส่วนตัว ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ความสัมพันธ์ในสถานการณ์ปกติและยามสงคราม บทความนี้คงจะไม่ลงลึกในประเด็นดังกล่าว ในที่นี้เราเพียงแค่จะอธิบายสภาพจริงของความสัมพันธ์เหล่านี้บนพื้นฐานของหลักจริยธรรม ที่อาจจะมีคนส่วนหนึ่งเข้าใจผิดในบางเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ก่อนอื่นต้องย้ำว่าพื้นฐานที่อิสลามบัญญัติให้มุสลิมปฏิสัมพันธ์กับต่างศาสนิกในทุกบริบทนั้นวางอยู่บนหลักการทางจริยธรรมและคุณธรรม การสานไมตรี การเรียกร้องเชิญชวนสู่สัจธรรมตามกาลเทศะของมัน การต่อสู้และญิฮาดตามบริบทที่ถูกต้องในหลักคำสอนของชะรีอะฮ์ การผ่อนปรนประนีประนอมก็มีบริบทเฉพาะของมัน เช่นเดียวกับการยืนหยัดเด็ดขาดในบางเรื่องที่หลักการศาสนากำชับเน้นหนัก ทั้งหมดนั้นจะต้องวางอยู่บนหลักการทางจริยธรรมทั้งสิ้น นี่เป็นพื้นฐานสำคัญที่มุสลิมต้องเข้าใจและยึดปฏิบัติ แม้ว่าความแตกต่างของมุสลิมกับต่างศาสนิกนั้นจะมีให้เห็นแต่แรกแล้วในแง่ความไม่ตรงกันทางด้านความเชื่อก็ตาม



หลักบัญญัติทางศาสนาว่าด้วยความสัมพันธ์กับต่างศาสนิกทั่วไป

ในระดับของต่างศาสนิกทั่วไปที่ไม่ใช่คู่สงครามมีบทบัญญัติที่จำเป็นต้องตระหนักและยึดมั่นอยู่บางประการดังนี้

1. ไม่สร้างความเดือดร้อนและก่อความอธรรม หลักการนี้ปรากฏในวจนะของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ความว่า “ผู้ใดที่ฆ่าต่างศาสนิกที่มีพันธสัญญาระหว่างกัน เขาจะไม่ได้รับกลิ่นอายของสวรรค์ ซึ่งแท้จริงแล้วกลิ่นอายของมันนั้นสามารถรับรู้และสัมผัสได้ก่อนระยะทางจะถึงสวรรค์สี่สิบปี” (อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 3166)

2. ยึดหลักจริยธรรมของอิสลามในการปฏิสัมพันธ์ อาทิ ความซื่อสัตย์ การรักษาสัญญา ความยุติธรรม การให้ความเป็นธรรม ความเมตตาตามบริบททางศาสนา เป็นต้น

3. อนุญาตให้ทำดีและให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเป็นของขวัญหรือความช่วยเหลือฉุกเฉิน เหล่านี้เคยมีตัวอย่างในสมัยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่เกิดขึ้นกับบรรดาเศาะหาบะฮ์และท่านนบีเอง ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรตระหนักและระวังว่าการทำดีดังกล่าวจะต้องไม่เข้าข่ายการผูกใจ(วะลาอ์)ด้วยความรักและเสน่หาเยี่ยงที่สมควรจะให้แก่มุสลิม หรือเป็นการส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหรือภารกิจที่เป็นสัญลักษณ์เฉพาะทางศาสนาและความเชื่อ



หลักบัญญัติทางศาสนาว่าด้วยความสัมพันธ์กับคู่สงคราม

สำหรับต่างศาสนิกที่เป็นอริศัตรูคู่สงคราม จะเห็นได้ว่ามีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรมในด้านความสัมพันธ์อยู่มากมายเช่นกัน ตัวอย่างเช่น

- ห้ามเริ่มก่อสงครามโดยที่ไม่มีการนำหน้าด้วยการเรียกร้องเชิญชวนสู่อิสลามก่อน เช่นเหตุการณ์ในสงครามค็อยบัร ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำชับท่านอาลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮ์ ผู้เป็นแม่ทัพในครั้งนั้นว่า “จงเดินทัพไปอย่างช้าๆ มั่นคง เมื่อถึงที่ของพวกเขาก็จงเรียกร้องพวกเขาสู่อิสลาม จงบอกให้พวกเขารู้ถึงสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ การที่พระองค์ให้ทางนำบุคคลหนึ่งผ่านความพยายามของเจ้านั้นย่อมดีกว่าที่เจ้าได้รับอูฐแดงเสียอีก” (อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 3406)

- ห้ามบิดพลิ้วหักหลัง และชำระแค้นด้วยการทรมานคู่สงครามในสมรภูมิ

- ห้ามคร่าชีวิตคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ เช่น เด็ก สตรี นักบวช คนแก่เฒ่า ที่ไม่ได้มีส่วนในการสงคราม

- ห้ามทำลายเรือกสวนไร่นาหรือเผาทำลายบ้านเรือนโดยไม่มีเหตุจำเป็นถึงที่สุด หรือวางยาพิษในแหล่งน้ำ เป็นต้น




ความเข้าใจผิดบางประการในประเด็นความสัมพันธ์กับต่างศาสนิก

1. ใช้อารมณ์และจุดยืนส่วนบุคคลแทนที่จะใช้หลักการและบทบัญญัติ เป็นข้อที่อาจจะกล่าวว่าได้ความผิดพลาดส่วนใหญ่มาจากสาเหตุนี้ จำเป็นมากที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่าประเด็นละเอียดอ่อนเช่นนี้ต้องอ้างอิงไปยังหลักฐานจากอัลกุรอานและสุนนะฮ์เท่านั้น ลำพังการยืนยันว่าตนมีความบริสุทธิ์ใจต่ออิสลามในการปฏิสัมพันธ์กับต่างศาสนิกโดยใช้ฐานแห่งความรู้สึกส่วนตัวย่อมไม่ถูกต้อง พฤติกรรมใช้อารมณ์บางอย่างที่อาจจะมองว่าเป็นการปกป้องอิสลามอาจจะเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้มีผลต่อการดูแลปกป้องศาสนาของอัลลอฮ์เลย เพราะค้านกับหลักคำสอนในอัลกุรอานและสุนนะฮ์ แน่แท้ว่าการปกป้องและช่วยเหลือสนับสนุนอิสลามนั้นเป็นสิ่งที่มุสลิมทุกคนต้องทำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอยู่ในกรอบบทบัญญัติของอัลลอฮ์เท่านั้น ไม่ใช่ใช้อารมณ์นำหน้าหรือจุดยืนของตัวเองเป็นเกณฑ์ตัดสิน เพราะนั่นอาจจะเป็นแค่กระแสชั่วครู่ชั่วคราวหรืออารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น ไม่ได้มีผลต่อการสนับสนุนอิสลามในระยะยาวแต่อย่างใด

2. ความเข้าใจผิดว่าจุดยืนบางอย่างเป็นหลักคำสอนในบทบัญญัติอิสลามทั้งที่มันไม่ใช่ มีความเข้าใจผิดหลายประการ ที่เราอาจจะเข้าใจว่ามาจากบทบัญญัติของอิสลามแต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น อาทิ

- การคิดไปว่าการสร้างความเดือดร้อนแก่ต่างศาสนิกนั้นได้ผลบุญเสมอ

- การคิดไปว่าการทำดีกับต่างศาสนิกนั้นเป็นสิ่งหะรอมที่ต้องห้าม

- สับสนระหว่างความเข้าใจเรื่อง การทำดีต่อผู้อื่นและการผูกใจรัก (วะลาอ์ และ บะรออ์) ซึ่งเป็นสองประการที่แตกต่างกัน

- การคิดไปว่าไม่อนุญาตกล่าวทักทายให้สลามต่างศาสนิกไม่ว่ากรณีใด ๆ ซึ่งอันที่จริงครั้งหนึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยกล่าวให้สลามกับกลุ่มคนที่นั่งรวมกันอยู่ซึ่งมีทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม นอกจากนี้สำนวนหรือประโยคในการกล่าวทักทายต่างศาสนิกก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสำนวนเดียวกับที่ใช้กับมุสลิมด้วยกัน แต่สามารถปรับใช้ตามกาลเทศะให้เหมาะสมได้

- การเข้าใจสลับกันระหว่าง ความประเสริฐของอิสลามและนิสัยส่วนตัวของมุสลิม หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อตนเป็นผู้นับถืออิสลามแล้วก็ย่อมต้องมีนิสัยที่ประเสริฐกว่าคนอื่นโดยปริยายแม้ว่าตัวเองจะมีนิสัยบางอย่างที่เลวทรามก็ตาม เขาอาจจะเข้าใจว่าเป็นไปไม่ได้ที่นิสัยของต่างศาสนิกบางคนจะดีกว่านิสัยส่วนตัวของมุสลิม ความจริงต้องมีการแยกแยะว่ามารยาทที่ดีงามในอิสลามนั้นมีค่าในตัวเองและไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวตนของมุสลิม หากมุสลิมไม่ได้เอามารยาทที่ดีเหล่านั้นมาใช้ในชีวิตจริงนั่นก็แสดงว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความดีงามในด้านนี้ของอิสลาม เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะภูมิใจกับความงดงามที่เขาเองไม่ยอมเอามันมาประดับตัวเองหรือไม่ยอมเป็นเจ้าของความดีงามนั้น

- ความเข้าใจสับสนระหว่างรูปแบบความสัมพันธ์ของมุสลิมกับต่างศาสนิก และการไม่เข้าใจถ่องแท้ต่อศัพท์เทคนิคบางตัวในทางชะรีอะฮ์ของอิสลาม กล่าวคือ มุสลิมหลายคนมีความเข้าใจแต่เดิมว่ารูปแบบความสัมพันธ์ของตนกับต่างศาสนิกควรต้องเป็นอย่างไร แต่เนื่องจากอาจจะมีความไม่ชัดเจนต่อความหมายของศัพท์บางตัวในชะรีอะฮ์อิสลามทำให้มีการแสดงออกที่ผิดเพี้ยนไป เช่นการไม่สามารถแยกแยะระหว่าง หุก่มและอีมาน ความสัมพันธ์และการแสดงออก การเสวนาและการดะอฺวะฮ์ เป็นต้น ในบางกรณีก็ยังจำเป็นต้องแยกระหว่างการใช้ศัพท์เทคนิคและการแสดงออกที่สะท้อนต่อความหมายของศัพท์นั้น ๆ เพราะบางทีสองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กันในเชิงพฤติกรรมเสมอไป ตัวอย่างเช่นคำว่า กาฟิร ซึ่งหมายถึงผู้ปฏิเสธศรัทธา ความหมายของคำนี้ดูผิวเผินสะท้อนว่ามุสลิมควรต้องปฏิบัติเป็นปฏิปักษ์โดยปริยาย แต่ในความเป็นจริงอิสลามมีบทบัญญัติมากมายเกี่ยวข้องกับการทำดีต่อกาฟิรในบางโอกาส รวมถึงบทบัญญัติที่สั่งให้เรียกร้องเชิญชวนพวกเขาสู่อิสลามด้วยการปฏิบัติที่ดี และมารยาทอื่น ๆ ที่ใช้กับมนุษย์ด้วยกันโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม เช่นเดียวกับศัพท์อื่น ๆ ที่อาจจะเป็นปัญหาเพราะความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อข้อเท็จจริงในความหมายตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติอิสลามเช่นคำว่า ญิฮาด เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว พื้นฐานจริยธรรมในการปฏิสัมพันธ์ของมุสลิมกับต่างศาสนิกนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้หลักการที่ถูกต้องตามคำสอนในอัลกุรอานและสุนนะฮ์เป็นแนวทางในการกำหนดจุดยืนและรูปแบบ ซึ่งมีการอธิบายไว้ในตำรับตำราของนักวิชาการอิสลามนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้อารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวเป็นเกณฑ์ เพราะนั่นจะยิ่งสร้างปัญหาและอาจจะทำให้อิสลามถูกเข้าใจผิดมากยิ่งขึ้นไปอีก วัลลอฮุอะอฺลัม

----------
หมายเหตุ แปลโดยคัดย่อจากงานของ ศ.ดร.อับดุลลอฮ์ บิน ฎ็อยฟุลลอฮ์ อัร-รุหัยลีย์, เกาะวาอิดุล อัคลาก อัลฟาฎิละฮ์ วะ มุนเฏาะละกอต ลิกติสาบิฮา, หน้า 213-231