วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

อัคลาก ระหว่างรากฐานหลักและสาขาปลีกย่อย



อัคลาก หรือหลักจริยธรรมในอิสลามนั้นมีการแบ่งประเภทต่าง ๆ ตามมุมมองและมิติที่ต่างกัน บางครั้งอาจจะแบ่งประเภทตามลักษณะเนื้อแท้ที่เป็นรากฐานหลักหรือสาขาปลีกย่อย บางครั้งก็อาจจะแบ่งตามความสัมพันธ์ของบุคคลหรือผู้เกี่ยวข้องกับการใช้จริยธรรมนั้น ๆ หรือบางทีก็อาจจะแบ่งตามสถานะของมนุษย์ในสังคมแต่ละแห่งที่มีการใช้หลักจริยธรรมดังกล่าว ในที่นี้จะหยิบยกคำอธิบายที่ว่าด้วยการแบ่งประเภทอัคลากตามลักษณะการเป็นรากฐานหลักหรือสาขาปลีกย่อยของมันมาพอสังเขป 



รากฐานหลักและสาขาปลีกย่อยของอัคลาก

อัคลาก มีส่วนที่เป็นรากฐานหลักและสาขาปลีกย่อย ซึ่งกล่าวได้ว่าอัคลากที่ดีมีทั้งส่วนที่เป็นเรื่องหลักและที่เป็นเรื่องปลีกย่อย เช่นเดียวกับอัคลากที่เลวทรามก็มีทั้งที่เป็นเรื่องหลักและเป็นเรื่องย่อย ผู้ใดก็ตามที่พยายามอุตสาหะฝึกฝนตัวเองให้มีรากฐานทางอัคลากหรือจริยธรรมที่ดี ก็ย่อมเป็นการง่ายสำหรับเขาที่จะฝึกฝนจริยธรรมปลีกย่อยอื่น ๆ ตามมาด้วย 

มีทัศนะเกี่ยวกับการกำหนดรากฐานของอัคลากที่ดีค่อนข้างหลากหลาย เราคัดมาเฉพาะทัศนะที่แบ่งรากฐานของอัคลากเหล่านี้ออกเป็นเก้าประการ ซึ่งแต่ละข้อก็จะมีคู่ตรงข้ามเป็นรากฐานของอัคลากที่เลวทรามขนานกันไป 

รากฐานของอัคลากที่ดี 9 ข้อ คือ

1. รักความจริงและให้ความสำคัญกับเรื่องที่ถูกต้อง (ตรงกันข้ามกันคือ ไม่ยอมรับความจริง บิดเบือน)

2. ความเมตตากรุณา (ตรงข้ามกับความทารุณ ไร้เมตตา)

3. ความมุ่งมาดปรารถนาอย่างแรงกล้า (ตรงข้ามกับความเฉื่อยชา ขี้เกียจ)

4. จิตสำนึกสาธารณะ (ตรงข้ามกับความเห็นแก่ตัว)

5. ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น (ตรงข้ามกับความอิจฉาริษยา)

6. ความอดทนอดกลั้น (ตรงข้ามกับความย่อท้อ ตีโพยตีพาย)

7. รักการให้และแบ่งปัน (ตรงข้ามกับความตระหนี่ถี่เหนียว)

8. ความใจกว้าง ให้อภัย (ตรงข้ามกับความใจแคบ)

9. มีความทะเยอทะยานและความตั้งใจที่สูงส่ง (ตรงข้ามกับความอ่อนแอ ไร้วิสัยทัศน์)

ตัวอย่างของรากฐานในข้อแรกก็คือ การรักความจริงและให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ซึ่งจากรากฐานหลักในข้อนี้ก็จะมีจรรยามารยาทปลีกย่อยที่รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกัน อาทิ การยอมรับความจริง ความซื่อสัตย์ ความเชื่อใจ การรักษาสัญญา ความยุติธรรม การหวนกลับสู่ความถูกต้องถ้าหากมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งกัน 

ในสาขาปลีกย่อยของการยอมรับความจริงก็อาจจะยกตัวอย่างเพิ่มเติมได้ เช่น การยอมรับด้วยใจเป็นธรรมถึงข้อดีของผู้ที่มีบุญคุณไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ตรงกันข้ามกับบุคคลที่มีหัวใจผิดเพี้ยนไม่เห็นคุณความดีของคนอื่น ซึ่งเป็นคุณลักษณะของอัคลากที่น่าตำหนิยิ่ง เช่น บุคคลที่ไม่ยอมรับคุณความดีของบุพการี ไม่เชื่อฟังท่านทั้งสองและไม่ทำหน้าที่ตามที่ควรต้องทำต่อทั้งสองท่าน 

หากการไม่เชื่อฟังพ่อแม่ทั้งสองถือว่าน่าตำหนิมากแล้ว แน่นอนสิ่งที่น่าตำหนิและน่ารังเกียจมากไปกว่านั้นอีกก็คือการไม่ยอมรับในบุญคุณของพระผู้อภิบาลเจ้า ไม่ศรัทธาและไม่เชื่อฟังพระองค์ ปฏิเสธสารและศาสนทูตของพระองค์ ทั้งที่มีหลักฐานมากมายแสดงให้เห็นถึงความสัจจริงปรากฏต่อหน้าแล้ว มีสิ่งใดที่บิดเบือนรากฐานแห่งจริยธรรมได้น่าเกลียดมากไปกว่าการปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าอีกเล่า 

การปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า การไม่ยอมรับในคุณลักษณะและพระนามอันงดงามของพระองค์ ไม่สำนึกในความเมตตาและความกรุณาที่ทรงให้แก่สรรพสิ่งทั้งมวล ย่อมเป็นความสามานย์และความตกต่ำทางคุณธรรมอย่างที่สุด เพราะเป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการมีอยู่ เป็นการปฏิเสธผู้ให้ชีวิต ให้ปัญญา ให้ความรู้สึก และทุกอย่างที่หลอมรวมเป็นชีวิตของเรา เป็นการปฏิเสธผู้ที่จะทรงตอบแทนเราด้วยรางวัลอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้ศรัทธาและเชื่อฟังพระองค์ เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงการหลุดลุ่ยและล่มสลายทางคุณธรรมอย่างน่าอนาถ 

การรักความจริงและให้ความสำคัญกับความถูกต้องยังมีระดับที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับการปฏิเสธความจริงก็มีระดับแตกต่างกัน ตามลักษณะเฉพาะของแต่ละคนด้วย 

ในขณะเดียวกัน ความจริงและสัจธรรมที่เราจำเป็นต้องยอมรับ มอบความรัก และให้ความสำคัญก็ยังมีระดับที่ต่างกันอีก ความจริงสูงสุดที่เราทุกคนจำเป็นต้องยอมรับและให้ความรักก็คือ “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์, มุฮัมมัด เราะซูลุลลอฮ์” หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยบทบัญญัติปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องโยงใยกับสองคำปฏิญาณนี้ ตามระดับของความสำคัญในแต่ละชั้นของภาคปฏิบัติในชีวิตของมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นการทำดีต่อผู้ที่ควรต้องทำดี การเมตตาต่อผู้ที่เราควรเมตตา การมอบสิทธิต่อทุกคนที่ควรจะได้รับสิทธิจากเรา 

เมื่อไรก็ตามที่เราปฏิเสธรากฐานหลักในข้อนี้ นั่นแสดงว่าเรากำลังทำในสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้าม คือการไม่ยอมรับความจริง ไม่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง และโยงใยถึงข้อปลีกย่อยที่รวมอยู่ในข้อนี้ อาทิ การปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ การอกตัญญูต่อบุพการี การโกหก การทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ ความอยุติธรรม ไร้เมตตา กลับกลอก ละเลยสิทธิของผู้อื่น ตลอดจนมารยาทเลวทรามอื่น ๆ ที่เกี่ยวพันกับรากฐานหลักในข้อนี้ 


------------
หมายเหตุ 
แปลโดยคัดย่อจากงานของ ศ.ดร.อับดุลลอฮ์ บิน ฎ็อยฟุลลอฮ์ อัร-รุหัยลีย์, เกาะวาอิดุล อัคลาก อัลฟาฎิละฮ์ วะ มุนเฏาะละกอต ลิกติสาบิฮา, หน้า 79-83

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564

แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับอัคลากจากอัลกุรอานและหะดีษ

 


เกริ่นนำ 


อันที่จริงแล้ว เนื้อหาในโองการอัลกุรอานและหะดีษบทต่าง ๆ ล้วนมีสาระสำคัญที่เกี่ยวโยงกับอัคลากหรือหลักจริยธรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือแฝงนัยในทางอ้อม อาจจะเกี่ยวข้องกับประเด็นอุศูล(รากฐานหลักของศาสนา)หรือไม่ก็เป็นฟุรุอฺ(ประเด็นย่อยในบทบัญญัติต่าง ๆ) ไม่ว่าทั้งเรื่องอะกีดะฮ์หรือชะรีอะฮ์ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของมนุษย์กับอัลลอฮ์ หรือความสัมพันธ์ของมนุษย์กันเองก็ตาม เป็นการยากที่เราจะจำกัดจำนวนหลักฐานต่าง ๆ ที่พูดถึงอัคลากในอัลกุรอานและสุนนะฮ์ เพราะเนื้อหาในตัวบทเกือบทั้งหมดล้วนมีทิศทางในการสนับสนุนจริยธรรมทั้งสิ้น สิ่งที่เราต้องทำก็คือ การทำความเข้าใจเพื่อถอดบทเรียนจากตัวบทเหล่านั้นให้ได้ หรือที่เรียกว่า ฟิกฮ์ เหมือนที่อิมามอัล-บุคอรีย์ได้ใช้มันวางแนวทางในการตั้งชื่อหัวข้อบทต่าง ๆ ในตำราเศาะฮีห์ของท่าน การทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ต่อตัวบทเหล่านี้จะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหากพิจารณาให้ดีก็จะพบว่าตัวบทหลักฐานทั้งในอัลกุรอานและหะดีษเหล่านี้สามารถถอดบทเรียนเพื่อใช้เป็นกฎหรือหลักการที่จะเป็นแนวทางและแนวคิดสำหรับทำความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวโยงกับอัคลากได้ทั้งสิ้น โดยจะขอยกตัวอย่างมาบางส่วนดังต่อไปนี้ 



ตัวอย่างจากอายะฮ์อัลกุรอาน


﴿ هَلۡ جَزَآءُ ٱلۡإِحۡسَٰنِ إِلَّا ٱلۡإِحۡسَٰنُ 60 ﴾ [الرحمن: 60] 
ความว่า “ผลของการทำดีนั้นจะเป็นอะไรเสียมิได้ นอกจากเป็นการทำดีตอบแทน” (อัร-เราะห์มาน : 60) 

นี่เป็นกฎทั่วไปที่อัลลอฮ์ใช้ในการตอบแทนความดีของมนุษย์ ซึ่งเราควรถอดบทเรียนเอามาใช้ระหว่างมนุษย์กันเองด้วย คนที่ทำดีกับเราก็สมควรจะได้รับการทำดีตอบกลับเช่นกัน 



﴿وَقُولُواْ لِلنَّاسِ حُسۡنٗا﴾ [البقرة: 83] 
ความว่า “จงกล่าวคำพูดที่ดีกับผู้คน” (อัล-บะเกาะเราะฮ์ 83) 

เป็นกฎทั่วไปในการใช้คำพูดและสนทนาพาที ทั้งในแง่คำและความหมาย รูปแบบและเนื้อหา ต้องสรรหาคำพูดที่ดีมาใช้ โองการสั้น ๆ เช่นนี้ให้บทเรียนมากมาย อาทิ สาระที่ครอบคลุม งดงาม การสานความสัมพันธ์ด้วยความเป็นธรรม เอื้อเฟื้อ และผลที่ได้จากการปฏิบัติคำแนะนำนี้ 



﴿وَقُل لِّعِبَادِي يَقُولُواْ ٱلَّتِي هِيَ أَحۡسَنُۚ إِنَّ ٱلشَّيۡطَٰنَ يَنزَغُ بَيۡنَهُمۡۚ﴾ [الاسراء: 53] 
ความว่า “จงกล่าวแก่บ่าวของข้าว่า ให้พวกเขาพูดด้วยคำพูดที่ดีที่สุด เพราะแท้จริงชัยฏอนจะคอยยุแหย่ระหว่างพวกเขา” (อัล-อิสรออ์ 53) 

โองการนี้ให้มาตรฐานที่สูงขึ้นไปอีก ทุกคำพูดที่คัดสรรมาต้องดีที่สุด ไม่ใช่แค่ดีอย่างเดียว ลองคิดดูว่าหากเราปฏิบัติได้จริงแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่และการคลุกคลีระหว่างกันจะงดงามเพียงใด 



﴿وَأَن تَعۡفُوٓاْ أَقۡرَبُ لِلتَّقۡوَىٰۚ وَلَا تَنسَوُاْ ٱلۡفَضۡلَ بَيۡنَكُمۡۚ﴾ [البقرة: 237] 
ความว่า “และการที่พวกเจ้าให้อภัยกันนั้นย่อมใกล้เคียงความยำเกรงมากกว่า และอย่าได้ลืมบุญคุณระหว่างพวกเจ้า” (อัล-บะเกาะเราะฮ์ 237) 

มีสองกฎที่ถอดบทเรียนได้จากอายะฮ์นี้ หนึ่งคือการใช้หลักให้อภัยในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน สองคือการรักษาน้ำจิตน้ำใจและบุญคุณที่เคยมี ความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นบ้างเป็นบางครั้งจะต้องไม่ทำให้ลืมกฎสองข้อนี้ และถึงแม้ว่าเราอาจจะเรียกร้องสิทธิความเป็นธรรมที่ถูกลิดรอนไปได้ กระนั้นอัลกุรอานก็ยังกำชับว่าการอภัยให้กันนั้นประเสริฐกว่า ความยำเกรงต่ออัลลอฮ์เป็นสิ่งที่ควรพิจารณามากกว่าความกระตือรือร้นในการทวงสิทธิคืน ซึ่งบางครั้งก็เลยเถิดจนก่อความเสียหายต่อสภาพของความยำเกรงนั่นเสียเอง 


﴿ وَعِبَادُ ٱلرَّحۡمَٰنِ ٱلَّذِينَ يَمۡشُونَ عَلَى ٱلۡأَرۡضِ هَوۡنٗا وَإِذَا خَاطَبَهُمُ ٱلۡجَٰهِلُونَ قَالُواْ سَلَٰمٗا 63 ﴾ [الفرقان: 63] 
ความว่า “บรรดาบ่าวของพระเจ้าผู้ทรงเมตตานั้น (อิบาดุรเราะห์มาน) พวกเขาจะเดินบนหน้าแผ่นดินอย่างถ่อมตน และเมื่อมีคนโง่เขลาพูดไม่ดีด้วยพวกเขาก็จะกล่าวตอบด้วยถ้อยคำที่สันติ” (อัล-ฟุรกอน 63) 

เป็นอายะฮ์ที่สอนเรื่องการเดินซึ่งกำชับไม่ให้แสดงออกมาเยี่ยงคนที่โอหัง กับกฎอีกข้อหนึ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนไร้สติปัญญาในการพูดคุยสนทนาที่บางครั้งอาจจะนำไปสู่การโต้เถียงไม่ยอมจบ คือการกล่าวสลามให้เขาหรือใช้ถ้อยคำที่เป็นมาตรฐานของผู้แสวงหาความสันติแล้วเลี่ยงออกไปอย่างสงบ กฎสองข้อนี้สำคัญมากในการใช้เพื่อคบค้าสมาคมกับคนอื่น และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการละเลยมันก็ใหญ่หลวงเช่นเดียวกัน 


﴿وَإِنَّ ٱلسَّاعَةَ لَأٓتِيَةٞۖ فَٱصۡفَحِ ٱلصَّفۡحَ ٱلۡجَمِيلَ 85﴾ [الحجر: 85] 
ความว่า “แท้จริง วันสิ้นโลกนั้นต้องมาอย่างแน่นอน ดังนั้นจงอภัยให้กันด้วยดีเถิด” (อัล-หิจญร์ 85) 

นี่คือหลักการอภัยซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญสำหรับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และยังผูกโยงกับการให้รำลึกถึงวันอาคิเราะฮ์เป็นมิติในการเตือนตัวเอง ตราบใดที่เชื่อมั่นว่าอาคิเราะฮ์ต้องมาอย่างเลี่ยงไม่ได้เหตุใดจึงไม่อภัยเพื่อจะได้ไม่ต้องวุ่นวายเมื่อวันนั้นมาถึง ชีวิตเราจะปลอดโปร่งแค่ไหนหากใช้หลักคิดเช่นนี้มาปฏิบัติจริง 



﴿ خُذِ ٱلۡعَفۡوَ وَأۡمُرۡ بِٱلۡعُرۡفِ وَأَعۡرِضۡ عَنِ ٱلۡجَٰهِلِينَ 199 وَإِمَّا يَنزَغَنَّكَ مِنَ ٱلشَّيۡطَٰنِ نَزۡغٞ فَٱسۡتَعِذۡ بِٱللَّهِۚ إِنَّهُۥ سَمِيعٌ عَلِيمٌ 200 ﴾ [الأعراف: 199، 200] 
ความว่า “จงยอมรับส่วนที่ขาดตกบกพร่องจากนิสัยผู้อื่น จงสั่งในสิ่งที่ดี และจงหลีกห่างจากบรรดาผู้ประพฤติตนไร้ปัญญา และหากมีการยุแหย่ใดจากชัยฏอนมายั่วยุเจ้าก็จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากมัน แท้จริงพระองค์ทรงได้ยินและทรงเห็น” (อัล-อะอฺรอฟ 199-200) 

มีหลักคิดสี่ประการที่ได้บทเรียนจากอายะฮ์เหล่านี้คือ 1) การยอมรับและอภัยให้กับพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่คนอื่นแสดงออกมาโดยนิสัยหรือโดยธรรมชาติที่ยากจะแก้ไข 2) การส่งเสริมและสั่งเสียรณรงค์กันให้ทำความดีและยับยั้งความชั่ว 3) การหลีกเลี่ยงและออกห่างจากคนที่มีนิสัยเลวและประพฤติตนอย่างไร้ปัญญา 4) การขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากการยุแหย่ล่อลวงของชัยฏอน ทั้งหมดนี้จะทำให้ชีวิตราบรื่นและมีความสุข ท่านญะอฺฟัร อัศ-ศอดิก ได้กล่าวว่า “ไม่มีอายะฮ์ใดในอัลกุรอานเกี่ยวกับอัคลากที่ดี จะกระชับมากไปกว่าอายะฮ์นี้อีกแล้ว” (ฟัตหุลบารี 8/206) 



﴿ لَّقَدۡ كَانَ لَكُمۡ فِي رَسُولِ ٱللَّهِ أُسۡوَةٌ حَسَنَةٞ لِّمَن كَانَ يَرۡجُواْ ٱللَّهَ وَٱلۡيَوۡمَ ٱلۡأٓخِرَ وَذَكَرَ ٱللَّهَ كَثِيرٗا 21 ﴾ [الأحزاب: 21] 
ความว่า “แท้จริงแล้ว ในตัวศาสนทูตของอัลลอฮ์นั้นมีตัวอย่างที่ดีสำหรับคนที่มุ่งหวังในอัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ และยังได้รำลึกถึงอัลลอฮ์อย่างมากมาย” (อัล-อะห์ซาบ 21) 

เป็นกฎในระดับแนวทางชีวิตที่สำคัญมาก ใครก็ตามที่อยากมีจริยธรรมที่งดงาม ตัวอย่างที่เขาต้องใช้อย่างไม่มีทางปฏิเสธก็คือท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพราะท่านคือครูผู้อบรมที่สมบูรณ์ยิ่งทั้งเรื่องอัคลากและศาสนา ทุกคนสามารถที่จะใช้ท่านเป็นแบบอย่างได้โดยไม่มีใครยกเว้น 



﴿وَقَضَىٰ رَبُّكَ أَلَّا تَعۡبُدُوٓاْ إِلَّآ إِيَّاهُ وَبِٱلۡوَٰلِدَيۡنِ إِحۡسَٰنًاۚ ﴾ [الإسراء: 23] 
ความว่า “พระผู้อภิบาลของเจ้ามีคำสั่งว่า พวกเจ้าอย่าได้เคารพอิบาดะฮ์ผู้ใดนอกจากพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น และจงทำดีกับบิดามารดา” (อัล-อิสรออ์ 23) 

เป็นหลักการทั่วไปในการใช้ให้ผูกโยงเรื่องจริยามารยาทเข้ากับเรื่องหลักความเชื่อหรืออะกีดะฮ์ด้วย เพราะการทำดีก็เป็นอิบาดะฮ์ การทำดีต่อมนุษย์ที่สมควรที่สุดคือการทำดีต่อบุพการีทั้งสอง การทำดีดังกล่าวต้องเกิดขึ้นมาจากการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวและสำนึกในความยิ่งใหญ่ของพระองค์อย่างแท้จริง ใครที่เชื่อฟังต่ออัลลอฮ์ก็ต้องทำดีต่อบิดามารดาของเขา 



﴿ وَإِذۡ قَالَ لُقۡمَٰنُ لِٱبۡنِهِۦ وَهُوَ يَعِظُهُۥ يَٰبُنَيَّ لَا تُشۡرِكۡ بِٱللَّهِۖ إِنَّ ٱلشِّرۡكَ لَظُلۡمٌ عَظِيمٞ 13 ﴾ [لقمان: 13] 
ความว่า “จงระลึกเมื่อลุกมานได้พูดกับลูกของตนเป็นการตักเตือนว่า โอ้ลูกเอ๋ยอย่าได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ แท้จริงการตั้งภาคีนั้นเป็นอธรรมอันใหญ่หลวง” (ลุกมาน 13) 

นี่คือหลักการเตาฮีดในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เตาฮีดคือสัจธรรมและความยุติธรรม ในขณะที่ชิริกหรือการตั้งภาคีนั้นเป็นอธรรมที่ใหญ่หลวง ชีวิตที่ดำรงอยู่ด้วยเตาฮีดจะประสบกับความเปี่ยมสุขและดีงามในภาพรวมตลอดไป ในขณะที่การชิริกนั้นเป็นเหตุหลักแห่งความหายนะของชีวิตมนุษย์ ทั้งหมดนี้ครอบคลุมรวมทั้งเรื่องรากฐานและรายละเอียดปลีกย่อยในการใช้ชีวิตทุกแขนง 



ตัวอย่างจากหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 


«وَمَنْ يَسْتَعْفِفْ يُعِفَّهُ اللَّهُ ، وَمَنْ يَسْتَغْنِ يُغْنِهِ اللَّهُ ، وَمَنْ يَتَصَبَّرْ يُصَبِّرْهُ اللَّهُ » 
ความว่า “ใครที่พยายามเพื่อรักษาเกียรติ อัลลอฮ์ก็จะทำให้เขามีเกียรติ ใครที่แสวงหาความมั่งมี(จากอัลลอฮ์) อัลลอฮ์ก็จะทรงทำให้เขามั่งมี(โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น) ใครพยายามที่จะอดทน อัลลอฮ์ก็จะทำให้เขามีความอดทน ..” (อัล-บุคอรีย์ 1469, มุสลิม 124[1053]) 

เป็นหะดีษที่ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญก็คือ มนุษย์ต้องมีความพยายามก่อน การที่เขาทุ่มเทเพื่อยับยั้งพฤติกรรมและความต้องการที่ผิด อัลลอฮ์ก็จะทรงให้เขาประสบความสำเร็จในการนั้น เช่นเดียวกับเรื่องอื่น ๆ ที่กล่าวถึงทั้งการแสวงหาความมั่งมีจากอัลลอฮ์ และความอดทนจากบททดสอบที่ต้องเจอในชีวิต นักอธิบายหะดีษบางส่วนมุ่งเน้นความหมายของหะดีษนี้ไปที่การงดพึ่งพามนุษย์ในเรื่องปัจจัยยังชีพ กล่าวคือ เมื่อเรายับยั้งใจไม่ขอจากมนุษย์ด้วยกัน แต่เรามุ่งหาอัลลอฮ์ในการขอความมั่งมี และอดทนอดกลั้นกับสภาพที่กำลังเดือดร้อน อัลลอฮ์ก็จะทรงให้ทั้งสามอย่างนี้คือ รักษาเกียรติที่ไม่ต้องขอจากผู้อื่น ความรู้สึกมั่งมีอย่างพอเพียงในหัวใจ และความอดทนต่อสภาพที่ตนเองประสบอยู่ 



«كُلُّ النَّاسِ يَغْدُو فَبايِعٌ نَفْسَهُ فَمُعْتِقُها، أوْ مُوبِقُها» 
ความว่า “มนุษย์ทุกคนนั้นกำลังมุ่งหน้าเดินทาง แล้วเขาก็จะขายตัวเอง บางคนก็เป็นผู้ปลดปล่อยให้ตัวเองรอด บางคนก็เป็นผู้ทำลายตัวเองจนหายนะ” (มุสลิม 1[223]) 

มีกฎสองข้อที่ปรากฏในหะดีษนี้ ข้อหนึ่งมนุษย์ทุกคนล้วนเดินทางกับชีวิตของเขาสู่อนาคต ไม่ว่าเขาจะเคลื่อนไหวหรือนิ่งอยู่กับที่ ชีวิตของเขาก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่ได้หยุด ข้อสอง ในเมื่อชีวิตกำลังเดินทาง เราก็เปรียบเสมือนผู้ขายชีวิตให้กับกาลเวลาที่หมดไป และมีผู้ขายแค่สองประเภทเท่านั้น คือ ผู้ที่พยายามทำให้ชีวิตปลอดภัยรอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์ด้วยการทำความดี กับคนที่ปล่อยปะละเลยให้ชีวิตจมปลักอยู่กับความผิดจนต้องพบกับความหายนะไม่ในโลกนี้ก็ในโลกหน้า อัน-นะวะวีย์อธิบายหะดีษนี้ว่า “มนุษย์ทุกคนแสวงหาด้วยตัวเอง บางคนก็ขายชีวิตเขาด้วยการเชื่อฟังอัลลอฮ์ พระองค์จึงปลดปล่อยเขาให้พ้นจากการลงโทษ บางคนขายชีวิตให้กับชัยฏอนและอารมณ์ใฝ่ต่ำ มันจึงก่อให้เกิดความหายนะ วัลลอฮุอะอฺลัม” (ชัรห์ อัน-นะวะวีย์ ลิ มุสลิม 3/102) 



«ليسَ الشَّدِيدُ بالصُّرَعَةِ، إنَّما الشَّدِيدُ الذي يَمْلِكُ نَفْسَهُ عِنْدَ الغَضَبِ» 
ความว่า “ผู้ที่แข็งแกร่งไม่ใช่คนที่ล้มคู่ต่อสู้ได้ ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงคือคนที่ระงับตนเองได้ในขณะที่กำลังโมโห” (อัล-บุคอรีย์ 6114, มุสลิม 107[2609]) 

เป็นหะดีษที่วางรากฐานสำคัญสำหรับการแก้ไขปรับปรุงตนเอง ด้วยการปรับความเข้าใจใหม่ ให้พิจารณาที่ข้อเท็จจริงด้านในไม่ใช่มองแค่ผิวเผินด้านนอก ผู้คนส่วนใหญ่อาจจะให้ราคากับผู้กล้าและมีพลังแข็งแกร่งด้านร่างกาย หะดีษนี้ได้ปรับมุมองใหม่ให้เห็นถึงคุณลักษณะที่น่ายกย่องอย่างแท้จริงคือคนที่สามารถระงับความโกรธของตนเองได้ 



«مَن لا يَشْكُرُ النَّاسَ لا يشكرُ اللهَ» 
ความว่า “ผู้ใดไม่ขอบคุณคนอื่น เขาก็จะไม่ขอบคุณอัลลอฮ์” (อะห์มัด 2/258) 

เป็นการวางกฎสำคัญเกี่ยวกับการสำนึกบุญคุณของผู้มีพระคุณ ให้ความสำคัญถึงขนาดผูกโยงกับการขอบคุณอัลลอฮ์ การขอบคุณอัลลอฮ์และมนุษย์นั้นล้วนกลับไปสู่รากฐานเดียวกัน นั่นคือการรักในความถูกต้องและให้ความสำคัญกับสิทธิที่พึงได้รับ รากฐานแห่งจริยธรรมข้อนี้เมื่ออยู่ในหัวใจของผู้ใดแล้วเขาก็ย่อมที่จะเห็นสิทธิของคนอื่นไม่ว่าจะมากมายหรือเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม 


ครั้งหนึ่งมีเศาะหาบะฮ์มาขอโอวาทจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านก็กล่าวกับเขาสั้น ๆ ว่า
 «لَا تَغْضَبْ» 
ความว่า “ท่านอย่าโมโห” (อัล-บุคอรีย์ 6116) 

คำสั่งเสียนี้เป็นหนึ่งในจำนวนกฎสำคัญที่มีส่วนในการปิดช่องทางที่จะนำไปสู่นิสัยที่ไม่พึงประสงค์และมารยาทที่เสื่อมเสีย อาการโมโหและความโกรธมักเป็นอุปสรรคที่คอยกีดขวางไม่ให้มีสติและมองข้อเท็จจริงอย่างที่ควรจะเป็น คำสั่งเสียของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “ท่านอย่าโมโห” มีนัยรวมถึงสองประการด้วยกัน กล่าวคือ หนึ่ง ห้ามไม่ให้ปล่อยอารมณ์โกรธปะทุไปเรื่อยโดยไม่มีการยับยั้งชั่งใจ สอง ห้ามไม่ให้พาตัวเองไปอยู่ในสภาพที่ต้องเสี่ยงกับการต้องโมโหหรือต้องเจอกับปัจจัยที่ทำให้ตัวเองโกรธโดยไม่จำเป็น ในหะดีษอื่นยังพูดถึงการรักษาอาการโมโหด้วยการให้นั่งลงและอาบน้ำละหมาดอีกด้วย 

ทั้งหมดนี้ คือตัวอย่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ เราต้องเชื่อมั่นว่าอัลกุรอานและหะดีษนั้นบรรจุเนื้อหาด้านอัคลากไว้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ในเรื่องเหล่านี้ 

------------
หมายเหตุ 
แปลโดย ซุฟอัม อุษมาน ด้วยการคัดย่อจากงานของ ศ.ดร.อับดุลลอฮ์ บิน ฎ็อยฟุลลอฮ์ อัร-รุหัยลีย์, เกาะวาอิดุล อัคลาก อัลฟาฎิละฮ์ วะ มุนเฏาะละกอต ลิกติสาบิฮา, หน้า 41-62

คีย์เวิร์ด : #อัคลาก

*กรุณาระบุอ้างอิงมายังลิงก์นี้หากต้องการเผยแพร่ต่อ