วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

จริยธรรมการปฏิสัมพันธ์กับต่างศาสนิก




มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับต่างศาสนิก ซึ่งแตกต่างกันไปตามบริบทและมิติที่หลากหลาย อาทิ ความสัมพันธ์ส่วนตัว ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ความสัมพันธ์ในสถานการณ์ปกติและยามสงคราม บทความนี้คงจะไม่ลงลึกในประเด็นดังกล่าว ในที่นี้เราเพียงแค่จะอธิบายสภาพจริงของความสัมพันธ์เหล่านี้บนพื้นฐานของหลักจริยธรรม ที่อาจจะมีคนส่วนหนึ่งเข้าใจผิดในบางเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ก่อนอื่นต้องย้ำว่าพื้นฐานที่อิสลามบัญญัติให้มุสลิมปฏิสัมพันธ์กับต่างศาสนิกในทุกบริบทนั้นวางอยู่บนหลักการทางจริยธรรมและคุณธรรม การสานไมตรี การเรียกร้องเชิญชวนสู่สัจธรรมตามกาลเทศะของมัน การต่อสู้และญิฮาดตามบริบทที่ถูกต้องในหลักคำสอนของชะรีอะฮ์ การผ่อนปรนประนีประนอมก็มีบริบทเฉพาะของมัน เช่นเดียวกับการยืนหยัดเด็ดขาดในบางเรื่องที่หลักการศาสนากำชับเน้นหนัก ทั้งหมดนั้นจะต้องวางอยู่บนหลักการทางจริยธรรมทั้งสิ้น นี่เป็นพื้นฐานสำคัญที่มุสลิมต้องเข้าใจและยึดปฏิบัติ แม้ว่าความแตกต่างของมุสลิมกับต่างศาสนิกนั้นจะมีให้เห็นแต่แรกแล้วในแง่ความไม่ตรงกันทางด้านความเชื่อก็ตาม



หลักบัญญัติทางศาสนาว่าด้วยความสัมพันธ์กับต่างศาสนิกทั่วไป

ในระดับของต่างศาสนิกทั่วไปที่ไม่ใช่คู่สงครามมีบทบัญญัติที่จำเป็นต้องตระหนักและยึดมั่นอยู่บางประการดังนี้

1. ไม่สร้างความเดือดร้อนและก่อความอธรรม หลักการนี้ปรากฏในวจนะของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ความว่า “ผู้ใดที่ฆ่าต่างศาสนิกที่มีพันธสัญญาระหว่างกัน เขาจะไม่ได้รับกลิ่นอายของสวรรค์ ซึ่งแท้จริงแล้วกลิ่นอายของมันนั้นสามารถรับรู้และสัมผัสได้ก่อนระยะทางจะถึงสวรรค์สี่สิบปี” (อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 3166)

2. ยึดหลักจริยธรรมของอิสลามในการปฏิสัมพันธ์ อาทิ ความซื่อสัตย์ การรักษาสัญญา ความยุติธรรม การให้ความเป็นธรรม ความเมตตาตามบริบททางศาสนา เป็นต้น

3. อนุญาตให้ทำดีและให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเป็นของขวัญหรือความช่วยเหลือฉุกเฉิน เหล่านี้เคยมีตัวอย่างในสมัยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่เกิดขึ้นกับบรรดาเศาะหาบะฮ์และท่านนบีเอง ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรตระหนักและระวังว่าการทำดีดังกล่าวจะต้องไม่เข้าข่ายการผูกใจ(วะลาอ์)ด้วยความรักและเสน่หาเยี่ยงที่สมควรจะให้แก่มุสลิม หรือเป็นการส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหรือภารกิจที่เป็นสัญลักษณ์เฉพาะทางศาสนาและความเชื่อ



หลักบัญญัติทางศาสนาว่าด้วยความสัมพันธ์กับคู่สงคราม

สำหรับต่างศาสนิกที่เป็นอริศัตรูคู่สงคราม จะเห็นได้ว่ามีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรมในด้านความสัมพันธ์อยู่มากมายเช่นกัน ตัวอย่างเช่น

- ห้ามเริ่มก่อสงครามโดยที่ไม่มีการนำหน้าด้วยการเรียกร้องเชิญชวนสู่อิสลามก่อน เช่นเหตุการณ์ในสงครามค็อยบัร ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำชับท่านอาลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮ์ ผู้เป็นแม่ทัพในครั้งนั้นว่า “จงเดินทัพไปอย่างช้าๆ มั่นคง เมื่อถึงที่ของพวกเขาก็จงเรียกร้องพวกเขาสู่อิสลาม จงบอกให้พวกเขารู้ถึงสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ การที่พระองค์ให้ทางนำบุคคลหนึ่งผ่านความพยายามของเจ้านั้นย่อมดีกว่าที่เจ้าได้รับอูฐแดงเสียอีก” (อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 3406)

- ห้ามบิดพลิ้วหักหลัง และชำระแค้นด้วยการทรมานคู่สงครามในสมรภูมิ

- ห้ามคร่าชีวิตคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ เช่น เด็ก สตรี นักบวช คนแก่เฒ่า ที่ไม่ได้มีส่วนในการสงคราม

- ห้ามทำลายเรือกสวนไร่นาหรือเผาทำลายบ้านเรือนโดยไม่มีเหตุจำเป็นถึงที่สุด หรือวางยาพิษในแหล่งน้ำ เป็นต้น




ความเข้าใจผิดบางประการในประเด็นความสัมพันธ์กับต่างศาสนิก

1. ใช้อารมณ์และจุดยืนส่วนบุคคลแทนที่จะใช้หลักการและบทบัญญัติ เป็นข้อที่อาจจะกล่าวว่าได้ความผิดพลาดส่วนใหญ่มาจากสาเหตุนี้ จำเป็นมากที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่าประเด็นละเอียดอ่อนเช่นนี้ต้องอ้างอิงไปยังหลักฐานจากอัลกุรอานและสุนนะฮ์เท่านั้น ลำพังการยืนยันว่าตนมีความบริสุทธิ์ใจต่ออิสลามในการปฏิสัมพันธ์กับต่างศาสนิกโดยใช้ฐานแห่งความรู้สึกส่วนตัวย่อมไม่ถูกต้อง พฤติกรรมใช้อารมณ์บางอย่างที่อาจจะมองว่าเป็นการปกป้องอิสลามอาจจะเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้มีผลต่อการดูแลปกป้องศาสนาของอัลลอฮ์เลย เพราะค้านกับหลักคำสอนในอัลกุรอานและสุนนะฮ์ แน่แท้ว่าการปกป้องและช่วยเหลือสนับสนุนอิสลามนั้นเป็นสิ่งที่มุสลิมทุกคนต้องทำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอยู่ในกรอบบทบัญญัติของอัลลอฮ์เท่านั้น ไม่ใช่ใช้อารมณ์นำหน้าหรือจุดยืนของตัวเองเป็นเกณฑ์ตัดสิน เพราะนั่นอาจจะเป็นแค่กระแสชั่วครู่ชั่วคราวหรืออารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น ไม่ได้มีผลต่อการสนับสนุนอิสลามในระยะยาวแต่อย่างใด

2. ความเข้าใจผิดว่าจุดยืนบางอย่างเป็นหลักคำสอนในบทบัญญัติอิสลามทั้งที่มันไม่ใช่ มีความเข้าใจผิดหลายประการ ที่เราอาจจะเข้าใจว่ามาจากบทบัญญัติของอิสลามแต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น อาทิ

- การคิดไปว่าการสร้างความเดือดร้อนแก่ต่างศาสนิกนั้นได้ผลบุญเสมอ

- การคิดไปว่าการทำดีกับต่างศาสนิกนั้นเป็นสิ่งหะรอมที่ต้องห้าม

- สับสนระหว่างความเข้าใจเรื่อง การทำดีต่อผู้อื่นและการผูกใจรัก (วะลาอ์ และ บะรออ์) ซึ่งเป็นสองประการที่แตกต่างกัน

- การคิดไปว่าไม่อนุญาตกล่าวทักทายให้สลามต่างศาสนิกไม่ว่ากรณีใด ๆ ซึ่งอันที่จริงครั้งหนึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยกล่าวให้สลามกับกลุ่มคนที่นั่งรวมกันอยู่ซึ่งมีทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม นอกจากนี้สำนวนหรือประโยคในการกล่าวทักทายต่างศาสนิกก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสำนวนเดียวกับที่ใช้กับมุสลิมด้วยกัน แต่สามารถปรับใช้ตามกาลเทศะให้เหมาะสมได้

- การเข้าใจสลับกันระหว่าง ความประเสริฐของอิสลามและนิสัยส่วนตัวของมุสลิม หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อตนเป็นผู้นับถืออิสลามแล้วก็ย่อมต้องมีนิสัยที่ประเสริฐกว่าคนอื่นโดยปริยายแม้ว่าตัวเองจะมีนิสัยบางอย่างที่เลวทรามก็ตาม เขาอาจจะเข้าใจว่าเป็นไปไม่ได้ที่นิสัยของต่างศาสนิกบางคนจะดีกว่านิสัยส่วนตัวของมุสลิม ความจริงต้องมีการแยกแยะว่ามารยาทที่ดีงามในอิสลามนั้นมีค่าในตัวเองและไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวตนของมุสลิม หากมุสลิมไม่ได้เอามารยาทที่ดีเหล่านั้นมาใช้ในชีวิตจริงนั่นก็แสดงว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความดีงามในด้านนี้ของอิสลาม เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะภูมิใจกับความงดงามที่เขาเองไม่ยอมเอามันมาประดับตัวเองหรือไม่ยอมเป็นเจ้าของความดีงามนั้น

- ความเข้าใจสับสนระหว่างรูปแบบความสัมพันธ์ของมุสลิมกับต่างศาสนิก และการไม่เข้าใจถ่องแท้ต่อศัพท์เทคนิคบางตัวในทางชะรีอะฮ์ของอิสลาม กล่าวคือ มุสลิมหลายคนมีความเข้าใจแต่เดิมว่ารูปแบบความสัมพันธ์ของตนกับต่างศาสนิกควรต้องเป็นอย่างไร แต่เนื่องจากอาจจะมีความไม่ชัดเจนต่อความหมายของศัพท์บางตัวในชะรีอะฮ์อิสลามทำให้มีการแสดงออกที่ผิดเพี้ยนไป เช่นการไม่สามารถแยกแยะระหว่าง หุก่มและอีมาน ความสัมพันธ์และการแสดงออก การเสวนาและการดะอฺวะฮ์ เป็นต้น ในบางกรณีก็ยังจำเป็นต้องแยกระหว่างการใช้ศัพท์เทคนิคและการแสดงออกที่สะท้อนต่อความหมายของศัพท์นั้น ๆ เพราะบางทีสองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กันในเชิงพฤติกรรมเสมอไป ตัวอย่างเช่นคำว่า กาฟิร ซึ่งหมายถึงผู้ปฏิเสธศรัทธา ความหมายของคำนี้ดูผิวเผินสะท้อนว่ามุสลิมควรต้องปฏิบัติเป็นปฏิปักษ์โดยปริยาย แต่ในความเป็นจริงอิสลามมีบทบัญญัติมากมายเกี่ยวข้องกับการทำดีต่อกาฟิรในบางโอกาส รวมถึงบทบัญญัติที่สั่งให้เรียกร้องเชิญชวนพวกเขาสู่อิสลามด้วยการปฏิบัติที่ดี และมารยาทอื่น ๆ ที่ใช้กับมนุษย์ด้วยกันโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม เช่นเดียวกับศัพท์อื่น ๆ ที่อาจจะเป็นปัญหาเพราะความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อข้อเท็จจริงในความหมายตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติอิสลามเช่นคำว่า ญิฮาด เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว พื้นฐานจริยธรรมในการปฏิสัมพันธ์ของมุสลิมกับต่างศาสนิกนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้หลักการที่ถูกต้องตามคำสอนในอัลกุรอานและสุนนะฮ์เป็นแนวทางในการกำหนดจุดยืนและรูปแบบ ซึ่งมีการอธิบายไว้ในตำรับตำราของนักวิชาการอิสลามนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้อารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวเป็นเกณฑ์ เพราะนั่นจะยิ่งสร้างปัญหาและอาจจะทำให้อิสลามถูกเข้าใจผิดมากยิ่งขึ้นไปอีก วัลลอฮุอะอฺลัม

----------
หมายเหตุ แปลโดยคัดย่อจากงานของ ศ.ดร.อับดุลลอฮ์ บิน ฎ็อยฟุลลอฮ์ อัร-รุหัยลีย์, เกาะวาอิดุล อัคลาก อัลฟาฎิละฮ์ วะ มุนเฏาะละกอต ลิกติสาบิฮา, หน้า 213-231

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

อัคลาก ระหว่างรากฐานหลักและสาขาปลีกย่อย



อัคลาก หรือหลักจริยธรรมในอิสลามนั้นมีการแบ่งประเภทต่าง ๆ ตามมุมมองและมิติที่ต่างกัน บางครั้งอาจจะแบ่งประเภทตามลักษณะเนื้อแท้ที่เป็นรากฐานหลักหรือสาขาปลีกย่อย บางครั้งก็อาจจะแบ่งตามความสัมพันธ์ของบุคคลหรือผู้เกี่ยวข้องกับการใช้จริยธรรมนั้น ๆ หรือบางทีก็อาจจะแบ่งตามสถานะของมนุษย์ในสังคมแต่ละแห่งที่มีการใช้หลักจริยธรรมดังกล่าว ในที่นี้จะหยิบยกคำอธิบายที่ว่าด้วยการแบ่งประเภทอัคลากตามลักษณะการเป็นรากฐานหลักหรือสาขาปลีกย่อยของมันมาพอสังเขป 



รากฐานหลักและสาขาปลีกย่อยของอัคลาก

อัคลาก มีส่วนที่เป็นรากฐานหลักและสาขาปลีกย่อย ซึ่งกล่าวได้ว่าอัคลากที่ดีมีทั้งส่วนที่เป็นเรื่องหลักและที่เป็นเรื่องปลีกย่อย เช่นเดียวกับอัคลากที่เลวทรามก็มีทั้งที่เป็นเรื่องหลักและเป็นเรื่องย่อย ผู้ใดก็ตามที่พยายามอุตสาหะฝึกฝนตัวเองให้มีรากฐานทางอัคลากหรือจริยธรรมที่ดี ก็ย่อมเป็นการง่ายสำหรับเขาที่จะฝึกฝนจริยธรรมปลีกย่อยอื่น ๆ ตามมาด้วย 

มีทัศนะเกี่ยวกับการกำหนดรากฐานของอัคลากที่ดีค่อนข้างหลากหลาย เราคัดมาเฉพาะทัศนะที่แบ่งรากฐานของอัคลากเหล่านี้ออกเป็นเก้าประการ ซึ่งแต่ละข้อก็จะมีคู่ตรงข้ามเป็นรากฐานของอัคลากที่เลวทรามขนานกันไป 

รากฐานของอัคลากที่ดี 9 ข้อ คือ

1. รักความจริงและให้ความสำคัญกับเรื่องที่ถูกต้อง (ตรงกันข้ามกันคือ ไม่ยอมรับความจริง บิดเบือน)

2. ความเมตตากรุณา (ตรงข้ามกับความทารุณ ไร้เมตตา)

3. ความมุ่งมาดปรารถนาอย่างแรงกล้า (ตรงข้ามกับความเฉื่อยชา ขี้เกียจ)

4. จิตสำนึกสาธารณะ (ตรงข้ามกับความเห็นแก่ตัว)

5. ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น (ตรงข้ามกับความอิจฉาริษยา)

6. ความอดทนอดกลั้น (ตรงข้ามกับความย่อท้อ ตีโพยตีพาย)

7. รักการให้และแบ่งปัน (ตรงข้ามกับความตระหนี่ถี่เหนียว)

8. ความใจกว้าง ให้อภัย (ตรงข้ามกับความใจแคบ)

9. มีความทะเยอทะยานและความตั้งใจที่สูงส่ง (ตรงข้ามกับความอ่อนแอ ไร้วิสัยทัศน์)

ตัวอย่างของรากฐานในข้อแรกก็คือ การรักความจริงและให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ซึ่งจากรากฐานหลักในข้อนี้ก็จะมีจรรยามารยาทปลีกย่อยที่รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกัน อาทิ การยอมรับความจริง ความซื่อสัตย์ ความเชื่อใจ การรักษาสัญญา ความยุติธรรม การหวนกลับสู่ความถูกต้องถ้าหากมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งกัน 

ในสาขาปลีกย่อยของการยอมรับความจริงก็อาจจะยกตัวอย่างเพิ่มเติมได้ เช่น การยอมรับด้วยใจเป็นธรรมถึงข้อดีของผู้ที่มีบุญคุณไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ตรงกันข้ามกับบุคคลที่มีหัวใจผิดเพี้ยนไม่เห็นคุณความดีของคนอื่น ซึ่งเป็นคุณลักษณะของอัคลากที่น่าตำหนิยิ่ง เช่น บุคคลที่ไม่ยอมรับคุณความดีของบุพการี ไม่เชื่อฟังท่านทั้งสองและไม่ทำหน้าที่ตามที่ควรต้องทำต่อทั้งสองท่าน 

หากการไม่เชื่อฟังพ่อแม่ทั้งสองถือว่าน่าตำหนิมากแล้ว แน่นอนสิ่งที่น่าตำหนิและน่ารังเกียจมากไปกว่านั้นอีกก็คือการไม่ยอมรับในบุญคุณของพระผู้อภิบาลเจ้า ไม่ศรัทธาและไม่เชื่อฟังพระองค์ ปฏิเสธสารและศาสนทูตของพระองค์ ทั้งที่มีหลักฐานมากมายแสดงให้เห็นถึงความสัจจริงปรากฏต่อหน้าแล้ว มีสิ่งใดที่บิดเบือนรากฐานแห่งจริยธรรมได้น่าเกลียดมากไปกว่าการปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าอีกเล่า 

การปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า การไม่ยอมรับในคุณลักษณะและพระนามอันงดงามของพระองค์ ไม่สำนึกในความเมตตาและความกรุณาที่ทรงให้แก่สรรพสิ่งทั้งมวล ย่อมเป็นความสามานย์และความตกต่ำทางคุณธรรมอย่างที่สุด เพราะเป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการมีอยู่ เป็นการปฏิเสธผู้ให้ชีวิต ให้ปัญญา ให้ความรู้สึก และทุกอย่างที่หลอมรวมเป็นชีวิตของเรา เป็นการปฏิเสธผู้ที่จะทรงตอบแทนเราด้วยรางวัลอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้ศรัทธาและเชื่อฟังพระองค์ เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงการหลุดลุ่ยและล่มสลายทางคุณธรรมอย่างน่าอนาถ 

การรักความจริงและให้ความสำคัญกับความถูกต้องยังมีระดับที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับการปฏิเสธความจริงก็มีระดับแตกต่างกัน ตามลักษณะเฉพาะของแต่ละคนด้วย 

ในขณะเดียวกัน ความจริงและสัจธรรมที่เราจำเป็นต้องยอมรับ มอบความรัก และให้ความสำคัญก็ยังมีระดับที่ต่างกันอีก ความจริงสูงสุดที่เราทุกคนจำเป็นต้องยอมรับและให้ความรักก็คือ “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์, มุฮัมมัด เราะซูลุลลอฮ์” หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยบทบัญญัติปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องโยงใยกับสองคำปฏิญาณนี้ ตามระดับของความสำคัญในแต่ละชั้นของภาคปฏิบัติในชีวิตของมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นการทำดีต่อผู้ที่ควรต้องทำดี การเมตตาต่อผู้ที่เราควรเมตตา การมอบสิทธิต่อทุกคนที่ควรจะได้รับสิทธิจากเรา 

เมื่อไรก็ตามที่เราปฏิเสธรากฐานหลักในข้อนี้ นั่นแสดงว่าเรากำลังทำในสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้าม คือการไม่ยอมรับความจริง ไม่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง และโยงใยถึงข้อปลีกย่อยที่รวมอยู่ในข้อนี้ อาทิ การปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ การอกตัญญูต่อบุพการี การโกหก การทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ ความอยุติธรรม ไร้เมตตา กลับกลอก ละเลยสิทธิของผู้อื่น ตลอดจนมารยาทเลวทรามอื่น ๆ ที่เกี่ยวพันกับรากฐานหลักในข้อนี้ 


------------
หมายเหตุ 
แปลโดยคัดย่อจากงานของ ศ.ดร.อับดุลลอฮ์ บิน ฎ็อยฟุลลอฮ์ อัร-รุหัยลีย์, เกาะวาอิดุล อัคลาก อัลฟาฎิละฮ์ วะ มุนเฏาะละกอต ลิกติสาบิฮา, หน้า 79-83